Feedback

เขียนไปเรื่อยเปื่อย สุดแต่ใจจะเขียนไป

ฝากปลอดภาษี vs กองทุนหุ้นแบบถัวเฉลี่ยทุกเดือน

ที่มา http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=click2&month=22-07-2009&group=5&gblog=3

มาดูกันผลตอบแทนกัน ระหว่าง ฝากปลอดภาษี 24 เดือน ๆ ละ 2,000 บาท กับซื้อกองทุนหุ้นแบบถัวเฉลี่ยทุกเดือน

พัีก นี้เริ่มเก็บรวบรวมสะสมข้อมูลหรือบทความที่ตอบโจทย์บางอย่างในใจ ครั้นจะBookmarkไว้ก็กลัวจะลืม ก็เลยเก็บไว้ใน Blog ตัวเองก็แล้วกัน ใครสนใจอ่านก็แวะเวียนมาหาอ่านได้

มาดูกันผลตอบแทนกัน ระหว่าง ฝากปลอดภาษี 24 เดือน ๆ ละ 2,000 บาท กับซื้อกองทุนหุ้นแบบถัวเฉลี่ยทุกเดือน

ข้อมูล ณ 26 กพ 50 โดยคุณหมีพูหมูพี

ที่มา : http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/2007/02/I5173172/I5173172.html

โจทย์ -

ฝาก เงินเดือนละครั้ง ๆ ละ 2,000 บาท ในบัญชีเงินฝากปลอดภาษี และ กองทุนเปิดบัวแก้ว (กองทุนหุ้น) โดยให้ฝากทุกวันทำการแรกของเดือน เริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2548 - 1 ธันวาคม 2549 รวม 24 เดือน และถอนปิดบัญชีในวันที่ 29 ธันวาคม 2549 (เงินต้นรวม 48,000 บาท)

******************************

ลองใช้เครื่องมือคำนวณดอกเบี้ยฝากประจำรายเดือนของไทยธนาคาร คำนวณออกมาได้ดังนี้
- ถ้าอัตราดอกเบี้ย 6.00% = 50,863.91
- ถ้าอัตราดอกเบี้ย 5.75% = 50,740.33
- ถ้าอัตราดอกเบี้ย 5.50% = 50,617.12
- ถ้าอัตราดอกเบี้ย 5.25% = 50,494.29
- ถ้าอัตราดอกเบี้ย 5.00% = 50,371.84

******************************

ถ้า ไปซื้อกองทุนเปิดบัวแก้ว แบบตัดบัญชีอัตโนมัติครั้งละ 2,000 บาท ทุกวันที่ 1 ของเดือน (หากเป็นวันหยุด ให้ใช้วันทำการถัดไป) จะได้ดังนี้

---วันที่--- ราขาขาย ได้หน่วยลงทุน
01/01/48 8.7222 229.2999
01/02/48 9.0866 220.1043
01/03/48 9.7114 205.9435
01/04/48 9.3129 214.7559
03/05/48 9.1808 217.8459
01/06/48 9.0151 221.8500
04/07/48 9.2942 215.1880
01/08/48 9.4627 211.3562
01/09/48 10.0901 198.2141
03/10/48 9.9922 200.1561
01/11/48 9.6705 206.8145
01/12/48 9.2354 216.5580
03/01/49 9.9680 200.6421
01/02/49 10.5050 190.3855
01/03/49 10.3014 194.1484
03/04/49 10.7457 186.1192
02/05/49 11.2409 177.9201
01/06/49 10.3975 192.3521
03/07/49 10.1584 196.8814
01/08/49 10.2066 195.9516
01/09/49 10.4664 191.0877
02/10/49 10.3249 193.7065
01/11/49 11.0393 181.1709
01/12/49 11.5931 172.5164
รวมเงินลงทุน 48,000 บาท ได้มา 4,830.9684 หน่วย
ขายทิ้งทั้งหมดในวันที่ 29/12/49 ที่ราคารับซื้อคืน 10.5453 (NAV = 10.6519 , ราคาขาย = 10.6520)

ได้รับเงินมาทั้งสิ้น 50,944.01 บาท (4830.9684 x 10.5453)
ถ้าคิดเป็นผลตอบแทนแบบฝากปลอดภาษีก็จะได้ = 6.16%

แสดง ให้เห็นว่า แม้ตลาดหุ้นที่ผ่านมาจะผันผวนจนหลายคนไม่กล้าเข้ามาลงทุน แต่ถ้าเราลงทุนในกองทุนหุ้นที่คุณภาพดี ลงทุนแบบทยอยเก็บไปเรื่อย ๆ และถือลงทุนยาวหน่อย ไม่เข้าไวออกไว มีวินัยในการลงทุน (หุ้นตกก็ซื้อ หุ้นขึ้นก็ซื้อ) เราก็ยังได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากปลอดภาษี ซึ่งมีเงื่อนไขหลายอย่างกว่าจะปลอดภาษีได้

ถ้าตลาดหุ้นไม่โดนผลกระทบ จากเหตุการณ์ 19/12/49 เสียก่อน จะได้เยอะกว่านี้แน่นอนครับ ถ้าใครเลือกขายทิ้งในวันที่ 1/12/49 ที่ราคารับซื้อ 11.4770 ก็จะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 4,500 บาทเชียวนะครับ

ฉะนั้นคนที่ ไม่มีเวลาลงทุนเอง เข้าใจกองทุนหุ้นไม่มากนัก แต่ก็เข้าใจดีว่า หุ้นจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในระยะยาว เราก็ควรเลือกกองทุนหุ้นที่มีคุณภาพดีสม่ำเสมอ แม้เราจะไม่มีเวลาติดตามดูกองทุน แต่ถ้ามีวินัยในการลงทุน และรู้จักใช้วิธีลงทุนง่าย ๆ แบบถัวเฉลี่ย คุณก็ยังได้รับผลตอบแทนที่ดีดังตัวอย่างข้างบนครับ

(เสียดายอยากจะทำเพิ่มต่อมาถึงปัจจุบันเหมือนกัน แต่จะหาNAVแต่ละเดือนได้ที่ไหนเนี่ย)

วิธีที่หมีพูนำมาให้ดูเรียกว่า Dollar Cost Averaging (DCA)

-----------------------------------------------------------------

ส่วนอีกวิธีก็คือ Value Averaging (VA)

ผศ.ดร. คมวุธ วิศวไพศาล
หัวหน้าศูนย์วิจัยและปฏิบัติการทดลอง มหาวิทยาลัยศรีปทุม
ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ ปีที่ 12 ฉบับที่ 744 วันที่ 25-28 พฤศจิกายน 2549



Value Averaging (VA) เป็นกลยุทธ์การลงทุนวิธีหนึ่งที่คิดค้นโดย ดร.ไมเคิล อเดลสัน จาก
บริษัทมอร์แกนแสตนเลย์ ในอดีตท่านเคยเป็นศาสตราจารย์ในภาควิชาการเงิน มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
แนวความคิดของ VA เป็นการต่อยอดมาจาก วิธีการลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุนหรือที่เรียกว่าวิธี Dollar Cost
Averaging (DCA) โดย DCA เป็นการซื้อหน่วยลงทุน (หรือหุ้น) ด้วยเงินลงทุนที่เท่ากันอย่างสม่ำเสมอ
เช่น ลงทุน 10,000 บาททุกเดือน เป็นต้น แต่กลยุทธ์ VA เป็นการควบคุมให้มูลค่าสุทธิของพอร์ตการ
ลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ


แนวคิดของ VA ได้แสดงไว้ในตารางข้างล่าง โดยสมมุติให้เราตั้งเป้าหมายไว้ในใจล่วงหน้าว่า
จะ ลงทุนโดยให้มูลค่าสุทธิของพอร์ตเพิ่มขึ้นเดือนละ 10,000 บาท ดังนั้นในเดือนแรก เราเริ่มซื้อหน่วยลงทุนที่มีราคา 10 บาทต่อหน่วย โดยใช้เงิน 10,000 บาท ทำให้ซื้อหน่วยลงทุนได้จำนวน 1,000 หน่วย

ในเดือนที่สองราคาหน่วยลงทุนได้ปรับตัวลดลงไปเป็น 9 บาท ซึ่งทำให้มูลค่าสุทธิของพอร์ตลดลง
เหลือเพียง 9,000 บาท (หน่วยละ 9 บาท จำนวน 1,000 หน่วย) แต่เนื่องจากในเดือนที่สอง มูลค่าสุทธิที่
เรา ได้ตั้งเป้าไว้ควรจะเป็น 20,000 บาท ดังนั้น เราจึงต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 11,000 บาท (9,000 บาท+11,000 บาท= 20,000 บาท) ทำให้ซื้อหน่วยลงทุนได้จำนวน 11,000 / 9 = 1,222 หน่วย (เข้า
ทำนอง ราคายิ่งถูก ยิ่งซื้อมากขึ้น)

สำหรับในเดือนที่สาม ราคาหน่วยลงทุนเริ่มปรับตัวขึ้นไปเป็น 12
บาท ทำให้มูลค่าสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 26,664 บาท (หน่วยละ 12 บาท จำนวน 2,222หน่วย) และในเดือนที่
สามนี้มูลค่าสุทธิที่เราได้ตั้งเป้าไว้ควรจะเป็น 30,000 บาท ดังนั้น เราจึงใช้เงินลงทุนในเดือนนี้เพียง
3,336 บาท (ลดจำนวนเงินในการซื้อลง เมื่อราคาสูงขึ้น) ทำให้ซื้อหน่วยลงทุนได้จำนวน 278 หน่วย

และสุดท้ายในเดือนที่สี่ ตลาดหลักทรัพย์อยู่ในภาวะกระทิง ส่งผลให้ราคาหน่วยลงทุนดีดตัวขึ้นไปสูง
ถึง 20 บาท ทำให้มูลค่าสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 50,000 บาท (หน่วยละ 20 บาท จำนวน 2,500 หน่วย) แต่ใน
เดือนที่สี่มูลค่าสุทธิควรจะเป็น 40,000 บาท ดังนั้นในเดือนนี้ เราต้องขายหน่วยลงทุนมูลค่า 10,000 บาท
ออกมาเพื่อปรับให้มูลค่าสุทธิของพอร์ตไม่เกิน 40,000 ตามที่ได้วางแผนไว้ ซึ่งนับเป็นการขายทำกำไร
เพื่อลดความเสี่ยงเมื่อราคาหน่วยลงทุนเริ่มร้อนแรงเกินไป

เมื่อสิ้นเดือนที่สี่ จำนวนหน่วยลงทุนสะสมที่
ได้คือ 2,000 หน่วย โดยใช้เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 14,336 บาท คิดเป็นต้นทุนเฉลี่ย 7.17 บาทต่อหน่วย ซึ่ง
ในมุมมองอีกด้านหนึ่ง หากเราทดลองใช้วิธี DCA โดยการซื้อเฉลี่ยทุกเดือนๆละ 10,000 บาท
เมื่อสิ้นเดือนที่สี่ จำนวนหน่วยลงทุนสะสมที่ได้คือ 3,444 หน่วย โดยใช้เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 40,000
บาท คิดเป็นต้นทุนเฉลี่ย 11.61 บาทต่อหน่วย ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดที่ 20 บาท อยู่ 42 % แต่เมื่อ
เปรียบเทียบกับการลงทุนแบบ VA แล้ว ถือว่าต้นทุนของการลงทุนแบบ DCA ยังสูงกว่าพอสมควร
เนื่องจาก DCA เป็นการซื้ออย่างสม่ำเสมอแต่จะไม่มีการขายทำกำไร และเมื่อตลาดปรับตัวขึ้นสู่ภาวะ
ร้อนแรงจะ ทำให้ต้นทุนของการลงทุนแบบนี้ค่อยๆสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเราได้สะสมหน่วยลงทุน
จำนวนหนึ่งในราคาต้นทุนที่สูงขึ้น (แทนที่จะขายทำกำไรออกไปบ้างบางส่วนในแบบ VA)


ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ VA กับตลาดหลักทรัพย์ไทย ได้แสดงไว้ในกราฟดังรูปโดยได้รวบรวม
ดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์ย้อนหลังประมาณ 6 ปี คือตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2544 จนถึงเดือน
พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 รวม 71 เดือน โดยสมมุติให้เราซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีราคาต่อหน่วย
เท่ากับและเคลื่อนไหวไปตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) เพื่อทำการเปรียบเทียบต้นทุน
เฉลี่ยระหว่างของการลงทุนแบบ DCA ซึ่งทำการซื้อหน่วยลงทุน 10,000 บาท ทุกวันทำการแรกของ
เดือน กับการลงทุนแบบ VA ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายให้มูลค่าสุทธิของพอร์ตเพิ่มขึ้นเดือนละ 10,000
บาท โดยจะซื้อ (หรือขาย) หน่วยลงทุนทุกวันทำการแรกของเดือนเช่นเดียวกัน


กราฟรูปนี้ได้แสดงการเคลื่อนไหวของ SET Index เมื่อเทียบกับต้นทุนเฉลี่ยของการลงทุนทั้ง
แบบ DCA และ VA จะเห็นได้ว่า ต้นทุนเฉลี่ยของการลงทุนทั้งสองแบบล้วนต่ำกว่าดัชนี SET Index
อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเราลงทุนอย่างต่อเนื่องโดยใช้ DCA พบว่าต้นทุนเฉลี่ยเมื่อสิ้นสุดเดือนที่ 71 อยู่ที่
470.77 จุด ในขณะที่ดัชนี SET Index อยู่ที่ 730.87 จุด ในกรณีนี้ถ้าเราขายหน่วยลงทุนทั้งหมดก็จะได้
กำไรสุทธิ 55% แต่ถ้าเราลงทุนอย่างต่อเนื่องโดยใช้ VA ก็จะมีต้นทุนเฉลี่ยเมื่อสิ้นสุดเดือนที่ 71 อยู่ที่
404.76 จุด หากเทียบกับ SET Index ที่ 730.87 จุด แล้วเราจะได้กำไรสุทธิสูงถึง 81% ซึ่งจะเห็นได้จาก
กราฟว่าต้นทุนเฉลี่ยของการลงทุนแบบ VA จะต่ำกว่าแบบ DCA ตามเหตุผลที่กล่าวไปแล้วเบื้องต้น


ข้อสังเกตที่สำคัญอีกจุดหนึ่งบนกราฟ จะเห็นได้ว่าในขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ได้ปรับตัว
เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงเดือนที่ 30 ถึง 37 (ช่วงเดือน พฤษภาคม 2546- มกราคม 2547) ในทางตรงกัน
ข้าม ต้นทุนของ VA ก็ปรับลดลงมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน ทั้งนี้เป็นผลจากการขายทำกำไรออกมาบางส่วน
เมื่อมูลค่าของเงินลงทุนสุทธิเพิ่มขึ้นเกินกว่าเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ในตอนแรก ในขณะที่ต้นทุนของ DCA
กลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพราะได้ทำการซื้อหน่วยลงทุนอย่างต่อเนื่องทุกเดือนโดยไม่สนใจภาวะตลาด ทำให้
เกิดความเสี่ยงมากขึ้นเมื่อราคาหน่วยลงทุนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

จากตัวอย่างโดยสังเขปนี้ พบว่ากลยุทธ์
การลงทุนแบบ Value Averaging จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลดต้นทุนของการลงทุนได้อย่างดี

-----------------------------------------------------------------

ตาม สถิติที่เคยมีคนเก็บไว้ วิธี VA จะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า แต่เราต้องคอยตามตลาดตอนที่จะลงทุนด้วยครับ ทำให้ขัดแย้งกับ DCA ในเรื่อง Timing และ Easy Invest

นอกจากนี้ยังทำให้สูญเสียวินัยในการลงทุนได้ง่ายกว่า ยกตัวอย่างเช่น
- เดือนที่ NAV สูง ๆ เราอาจจะไม่ต้องลงทุนเพิ่มเลย หรือบางครั้งต้องขายส่วนที่เกินนั้นออกมาด้วยซ้ำ เพื่อเฉลี่ยให้ตัวเลขอยู่ในกรอบที่เราตั้งเอาไว้ ถ้าเป็นแบบนี้ทุกเดือน เราก็ยิ้มได้กว้าง ๆ เลยนะครับ
- แต่ถ้าเดือนไหนที่ NAV ตกลงมาเยอะ ๆ ยิ่งตกติดต่อกันหลาย ๆ เดือนด้วย เราก็ต้องใส่เงินลงไปมากกว่าปกติด้วยซ้ำ ยิ่งตกมากก็อาจจะต้องใส่เงินเพิ่มลงไปมากเช่นเดียวกัน (อันนี้รู้สึกว่าไม่ชอบเท่าไหร่) เพื่อเฉลี่ยให้ตัวเลขที่เราต้องการอยู่ในกรอบที่กำหนดเอาไว้ ทำให้เราอาจท้อถอย ที่เห็นยอดเงินลงทุนต้องใส่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกเดือนที่ NAV ราคาตก แล้วสักระยะก็จะกลับไปสู่วังวนเดิมนั่นคือ เข้าไวออกไว เข้าตอน NAV ตก และออกตอน NAV สูง

-----------------------------------------------------------------

คราวนี้มึคนสงสัยท่านหนึ่งถามว่า :

เห็นด้วยและขอบคุณท่านเจ้าของกระทู้มากเลยครับผม

แต่ไม่อยากจะให้ลืมปัจจัยอื่นด้วยนะครับ

เช่น

ความเสี่ยงเงินฝากกับกองทุนก็ต่างกันนะครับ

ต้นทุนการซื้อขายหน่วยลงทุน

ต้นทุนการบริหารหน่วยลงทุน

ภาษีต่างๆ VAT? บุคคลธรรมดา?

และทำไมต้องกองทุนเปิดบัวแก้ว (กองทุนหุ้น)?

เป็นต้นนะครับ

ฝากไว้เป็นข้อพิจารณา

แต่เห็นด้วยและขอบคุณคุณหมีพูหมูพี ครับ

Many thanks

จากคุณ : Google (Mr Google)

*** ตอบโดยคุณหมีพูหมูพี ***

ความเสี่ยงเงินฝากกับกองทุนก็ต่างกันนะครับ
- ถูกต้องครับ กองทุนหุ้นมีความเสี่ยงสูงมากครับ เพื่อแลกกับผลตอบแทนที่สูงมากเช่นกันครับ
- ดังนั้นการลงทุนทีละน้อย ๆ เก็บไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องไปตามดูยอด แบบ DCA นี้จะทำให้เราไม่รู้สึกสูญเสียอะไรนัก เหมือนกับเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ามือถือ ฯลฯ
- เมื่อครบกำหนด 24 เดือนแล้ว จึงเสมือนกับว่าได้โบนัสก้อนใหญ่เป็นเงินตกเบิก ได้มากบ้างน้อยบ้างก็ไม่รู้สึกดีใจหรือเสียใจเท่าไรนัก
- แนะนำกระทู้นี้เพราะช่วงนี้ดอกเบี้ยเงินฝากลดลง แต่มีผู้สนใจฝากปลอดภาษี 24 เดือน ในขณะที่ตลาดหุ้นอยู่ในจังหวะที่เหมาะสมในการเข้าซื้อเก็บเพื่อลงทุนแบบ DCA

ต้นทุนการซื้อขายหน่วยลงทุน
- ขึ้นอยู่กับค่าธรรมเนียมซื้อขายของแต่ละกองทุนครับ ถ้ากองไหนที่ฟรีก็ดีไปครับ แต่ผลตอบแทนต้องโอเคด้วยนะครับ ไม่ใช่ฟรีตลอดแต่ผลตอบแทนห่วยแตก อย่างนี้ขอบายครับ
- นอกจากค่าธรรมเนียมแล้วยังมี ค่าใช้จ่ายแฝงที่เรามองข้ามไปด้วย เช่น ฝากปลอดภาษีบางธนาคาร ให้ดอกเบี้ยดีก็จริง แต่เดินทางไปฝากเงินก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เสียเวลากินข้าวกลางวัน ต้องเดินทางไปแบงก์เอง เสียเวลานั่งรอทำรายการ เสียค่ารถ ฯลฯ นี่คือค่าใช้จ่ายแฝง
- ในขณะที่กองทุนหุ้นบัวแก้ว (ถ้าไม่ได้เข้าโปรแกรมลงทุนแบบถัวเฉลี่ยอัตโนมัติ) ก็จะมีเพียงค่าโทรศัพท์ครั้งละ 3 บาท เวลาสั่งซื้อขายกองทุน หรืออาจจะเดินผ่านตู้เอทีเอ็มบัวหลวง ก็เข้าไปกดซื้อขายก็ได้เช่นกัน ไม่มีค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด
- แต่ถ้าเข้าโปรแกรมลงทุนแบบถัวเฉลี่ยอัตโนมัติ ก็ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเลย เพราะทุกเดือนเขาจะหักจากบัญชีสะสมทรัพย์โดยอัตโนมัติครับ ขอใช้บริการนี้ตอนที่ไปเปิดบัญชีก็ได้ครับ เสียเวลาเพียงครั้งเดียว เอาให้ครบทุกออปชั่น

ต้นทุนการบริหารหน่วยลงทุน
- กองทุนคิดค่าธรรมเนียมจัดการลงทุนในอัตราที่ต่ำกว่าที่อื่น ๆ ในขณะนี้อยู่ที่ 1.35% ในขณะที่อื่นๆ คิดตั้งแต่ 1.50% - 2.00%
- แต่เมื่อประกาศออกมาเป็นราคา NAV แล้วก็คือ มูลค่าหน่วยลงทุนสุทธิ ซึ่งผู้ลงทุนยึดเอาราคา NAV เป็นหลักในการต่อยอดรายการต่าง ๆ ได้เลยครับ

ภาษีต่างๆ VAT? บุคคลธรรมดา?
- สำหรับบุคคลธรรมดา ปลอดภาษีตลอดทางครับ
- ส่วน VAT ได้รวมเข้าไปในค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว ก่อนที่จะคำนวณออกมาเป็น NAV และราคาซื้อขายครับ

และทำไมต้องกองทุนเปิดบัวแก้ว (กองทุนหุ้น) ?
- เป็นกองทุนหุ้นที่ในพอร์ตมีแต่หุ้นคุณภาพดี ตัวใหญ่ ไม่เกิน 20 ตัว และหุ้นนั้นมีกำไรชัดเจนและเติบโตสม่ำเสมอ รวมถึงหุ้นนั้นมีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง ทำให้ไม่ต้องกังวลเวลาเกิด panic sell และยังช่วยให้กองทุนทำการซื้อขายเปลี่ยนมือได้ง่าย สะดวกต่อการปรับพอร์ตในทุกเหตุการณ์
- ไม่มีค่าธรรมเนียมซื้อ (ราคาขาย = NAV+0.0001)
- มีแต่ค่าธรรมเนียมขาย 1% (เราใช้ราคารับซื้อคืนมาคำนวณได้เลยครับ)
- ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก 2,000 บาท ครั้งต่อไป 1,000 บาท เหมาะกับคนที่เริ่มลงทุนใน "กองหุ้นคุณภาพดี" หรืออยากจะทดลองโมเดล DCA ครับ ในขณะที่ บลจ. อื่นๆ เริ่มต้นสูงที่ 5,000 หรือ 10,000 บาทครับ
- ซื้อขายได้ 24 ชั่วโมงผ่าน บัวหลวงเอทีเอ็ม / บัวหลวงโฟน 1333 / เคาน์เตอร์ธนาคารกรุงเทพ
- มีโปรแกรมลงทุนแบบถัวเฉลี่ยทุกเดือน โดยจะตัดเงินจากบัญชีสะสมทรัพย์ ธ.กรุงเทพ โดยอัตโนมัติ ทุกวันที่ 1 และ/หรือ 16 ขั้นต่ำเริ่มต้นที่ครั้งละ 1,000 บาท ทำให้สะดวกต่อผู้ลงทุน และได้ถัวเฉลี่ยตามโมเดลของ DCA อย่างแท้จริง โดยไม่มีความรู้สึกส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องกับการซื้อขาย (ทำนองว่าตลาดหุ้นตกเลยไม่อยากซื้อเพิ่ม หรือตลาดหุ้นขึ้นก็อยากขายทิ้งมากกว่าซื้อเก็บ)

จากคุณ : หมีพูหมูพี

-----------------------------------------------------------------

เนื่อง จากมีบางท่านอยากจะลองใช้ DCA กับ SCBSET ว่าผลตอบแทนจะแตกต่างจากกองบัวแก้วมากน้อยเพียงไร จัดให้ครับ คราวนี้เรามาลองคำนวณ DCA กับกองทุนที่เลียนแบบดัชนี SET นะครับ

ถ้า ไปซื้อกองทุนเปิดที่เลียนแบบดัชนี SET คือ SCBSET ครั้งละ 2,000 บาท ทุกวันที่ 1 ของเดือน (หากเป็นวันหยุด ให้ใช้วันทำการถัดไป) จะได้ดังนี้

---วันที่--- ราขาขาย ได้หน่วยลงทุน
04/01/48 6.2859 318.1724
01/02/48 6.5188 306.8049
01/03/48 6.7600 295.8580
01/04/48 6.4924 308.0525
03/05/48 6.2669 319.1371
01/06/48 6.2449 320.2613
04/07/48 6.2447 320.2716
01/08/48 6.2876 318.0864
01/09/48 6.6570 300.4356
03/10/48 6.7354 296.9386
01/11/48 6.5067 307.3755
01/12/48 6.2561 319.6880
03/01/49 6.8679 291.2098
01/02/49 7.1374 280.2141
01/03/49 7.0096 285.3230
03/04/49 7.0622 283.1979
02/05/49 7.3305 272.8327
01/06/49 6.7780 295.0723
03/07/49 6.5160 306.9368
01/08/49 6.6279 301.7547
01/09/49 6.6958 298.6947
02/10/49 6.6050 302.8009
01/11/49 7.0547 283.4989
01/12/49 7.1372 280.2219
รวมเงินลงทุน 48,000 บาท ได้มา 7,212.8396 หน่วย
ขายทิ้งทั้งหมดในวันที่ 29/12/49 ที่ราคารับซื้อคืน 6.5350 (NAV = 6.5350 , ราคาขาย = 6.5351)

ได้รับเงินมาทั้งสิ้น 47,135.91 บาท (7212.8396 x 6.5350)
" ขาดทุน 864.09 บาท "

(อย่างนี้ไปฝากปลอดภาษีดีกว่าครับ ยังได้ดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท หรือไม่งั้นก็ต้องเลือกลงทุนในกองทุนหุ้นคุณภาพดีครับ)

ใคร ก็ตามที่ชอบลงทุนในกองหุ้นที่ NAV ต่ำ ๆ เพราะไปติดกับดักเรื่องของจำนวนหน่วยลงทุนที่มากกว่า (คือได้หน่วยลงทุนมาก ก็รู้สึกรวยมาก ประมาณนั้น) ดูตัวอย่างจากข้างบนได้ครับ
- เพราะว่าถ้าใช้ DCA กับ SCBSET ได้หน่วยลงทุนมากถึง 7,212.8396 หน่วย แต่ขาดทุน 864.09 บาท
- ในขณะที่ใช้ DCA กับกองบัวแก้ว ได้หน่วยลงทุนเพียง 4,830.9684 แถมยังคิดค่าธรรมเนียมขายคืนแพงถึง 1% ก็ยังได้กำไรมากถึง 2,944.01 บาท

นี่ คือเหตุผลที่แนะนำให้ลงทุน DCA ในกองทุนหุ้นคุณภาพดีเท่านั้น ใครที่จะลงทุนยาว ไม่เข้าไวออกไวตามดัชนีตลาด ก็จะสบายใจในการลงทุนได้ตลอดทางครับ แม้กองทุนหุ้นคุณภาพดี โดยทั่วไปจะมีข้อด้อยตรงที่ มีค่าธรรมเนียมซื้อขายที่แพงกว่ากองดัชนี แถมค่าธรรมเนียมจัดการกองทุนก็แพงกว่า แต่ในระยะยาวผลตอบแทนจะต้องได้สูงกว่าดัชนีมากครับ

***************************
หมายเหตุ -

ความ เห็นนี้ หมีพูมิได้ต้องการขัดแย้งหรือเป็นศัตรูกับผู้ใดทั้งสิ้น ตัวเลข NAV / Bid / Offer ทั้งหมดล้วนมาจากข้อมูลจริงจากเวปไซต์ของ SCBAM และ BBLAM โปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลครับ

จากคุณ : หมีพูหมูพี

-----------------------------------------------------------------

*** ข้อสังเกตอีก ตัวอย่าง ***

ถ้า ไปซื้อกองทุนเปิดที่เลียนแบบดัชนี SET50 คือ TMBSET50 ครั้งละ 2,000 บาท ทุกวันที่ 1 ของเดือน (หากเป็นวันหยุด ให้ใช้วันทำการถัดไป) จะได้ดังนี้

---วันที่--- ราขาขาย ได้หน่วยลงทุน
04/01/48 27.4243 72.9281
01/02/48 28.2047 70.9101
01/03/48 29.5239 67.7417
01/04/48 28.1477 71.0538
03/05/48 27.2194 73.4771
01/06/48 27.0143 74.0350
04/07/48 27.4077 72.9721
01/08/48 27.8630 71.7798
01/09/48 29.8065 67.0994
03/10/48 29.9938 66.6805
01/11/48 28.7209 69.6356
01/12/48 27.7727 72.0133
03/01/49 30.6759 65.1978
01/02/49 32.3689 61.7877
01/03/49 31.7045 63.0826
03/04/49 31.5253 63.4411
02/05/49 32.9023 60.7861
01/06/49 30.4593 65.6615
03/07/49 29.5022 67.7916
01/08/49 29.6108 67.5428
01/09/49 30.4549 65.6708
02/10/49 30.1287 66.3818
01/11/49 32.1617 62.1858
01/12/49 32.6324 61.2888
รวมเงินลงทุน 48,000 บาท ได้มา 1,621.1446 หน่วย
ขายทิ้งทั้งหมดในวันที่ 29/12/49 ที่ราคารับซื้อคืน 29.6709 (NAV = 29.7453 , ราคาขาย = 29.8197)

ได้รับเงินมาทั้งสิ้น 48,100.82 บาท (1621.1446 x 29.6709)
" กำไร 100.82 บาท "

**************************
ถ้าไปซื้อกองทุนเปิด JUMBO 25 ครั้งละ 2,000 บาท ทุกวันที่ 1 ของเดือน (หากเป็นวันหยุด ให้ใช้วันทำการถัดไป) จะได้ดังนี้

---วันที่--- ราขาขาย ได้หน่วยลงทุน
04/01/48 10.8761 183.8891
01/02/48 11.1262 179.7551
01/03/48 11.7461 170.2694
01/04/48 11.3252 176.5967
03/05/48 11.0725 180.6275
01/06/48 10.8895 183.6639
04/07/48 11.1543 179.3028
01/08/48 11.4488 174.6916
01/09/48 12.2535 163.2192
03/10/48 12.2688 163.0152
01/11/48 11.7121 170.7635
01/12/48 11.3350 176.4452
03/01/49 12.5328 159.5818
01/02/49 13.2414 151.0412
01/03/49 12.9150 154.8586
03/04/49 12.8661 155.4474
02/05/49 13.4847 148.3159
01/06/49 12.5846 158.9246
03/07/49 12.2672 163.0365
01/08/49 12.3015 162.5821
01/09/49 12.5886 158.8740
02/10/49 12.4208 161.0206
01/11/49 13.1711 151.8471
01/12/49 13.3062 150.3061
รวมเงินลงทุน 48,000 บาท ได้มา 3,978.0750 หน่วย
ขายทิ้งทั้งหมดในวันที่ 29/12/49 ที่ราคารับซื้อคืน 12.0404 (NAV = 12.0706 , ราคาขาย = 12.1008)

ได้รับเงินมาทั้งสิ้น 47,897.61 บาท (3978.0750 x 12.0404)
" ขาดทุน 102.39 บาท "

**************************

จากคุณ : หมีพูหมูพี


(เสียดายถ้าเพิ่มอีก 2 ปีคือ 50+51 ไม่รู้ผลจะเป็นยังไง)
(ตรงนี้ทั้ง คุณหมีพูหมูพี และ คุณMr.Messenger ให้ข้อสังเกตว่า)

- ไม่รู้พี่หมีพูเห็นเหมือนผมหรือเปล่านะครับว่า ลงทุนในระยะยาว อย่างไรซะ Active Fund ก็มีแนวโน้ม และมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า Passive Fund แน่นอน

ส่วนตัวผมมองว่าตลาดหุ้น ไม่ว่าจะตลาดไหนๆ ก็ไม่ใช่ตลาดที่มีประสิทธิภาพครับ นักลงทุนได้ข้อมูลไม่เท่ากัน การทำกำไร และขาดทุน ก็ย่อมต่างกัน กองทุนเน้นดัชนี จึงง่ายแก่การลงทุน แต่ไม่น่าจูงใจผลตอบแทนในระยะยาวอยู่ดี

ขอบคุณสำหรับข้อมูล ที่ช่วย confirm ความรู้สึกนี้อีกทีนะครับ

รักพี่หมีพูจริงๆเรยยยย

จากคุณ : Mr.Messenger

- ถูกต้องครับ Mr.Messenger เพราะตลาดตราสารในเมืองไทยค่อนข้างเล็ก ข่าวสารบินไปบินมา แป๊บเดียวก็รู้ทั่วตลาด

หมี พูเห็นว่า Passive Fund ควรจะเข้าลงทุนในช่วงที่ตลาดหุ้นมีภาวะดีถึงดีมาก ประมาณว่าซื้ออะไรก็ได้กำไร เพราะถึงตอนนั้นไม่ว่ากองทุนบริหารแบบใด ก็ได้กำไรครับ แถมได้ไล่เลี่ยกันด้วย แต่ Passive Fund จะได้เปรียบตรงที่ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ถูกกว่ากองทุนทั่ว ๆ ไป ทำให้ผลตอบแทนในบางครั้งอาจจะเหนือกว่า Active Fund ได้ไม่ยากเลย จึงเป็นจุดขายของ บลจ.ต่าง ๆ ได้ดีครับ แต่เมื่อภาวะตลาดหุ้นเริ่มดิ่งลงมาเรื่อย ๆ Passive Fund จะหมดความน่าสนใจทันที แล้วกอง Active Fund ที่มีนโยบายลงทุนแบบ Selective Good & Growth Stocks จะเข้ามาแทนที่ครับ

หมีพูเคยให้ความเห็น การเลือกกองทุนหุ้นในภาวะเศรษฐกิจ 6-7 แบบ ที่มีกระทู้เคยถามไว้เมื่อปีที่แล้ว แต่เสียดายไม่ได้เซฟเก็บไว้ กระทู้นั้นคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดจากประสบการณ์จริงของหมีพูครับ อาจจะไม่ตรงกับทฤษฎีที่คุณเรียนมาก็ได้นะครับ อยากกลับไปอ่านอีกจังเลย ไม่รู้มีใครเก็บเข้าคลังกระทู้เก่าบ้างรึเปล่าน้อ....

จากคุณ : หมีพูหมูพี

-----------------------------------------------------------------

แล้วก็เพิ่มเติมวิธีการเลือกกองทุน ดัีงนี้

เรา ไม่สามารถเลือกลงทุนในกองทุนใด เพียงเพราะการจัดอันดับว่าผลตอบแทนดีมากน้อยหรือห่วยแตกแค่ไหน เพราะกองทุนที่ Top Form ในวันนี้ อาจจะหลุดโผในวันข้างหน้าแบบพลิกฝ่ามือก็เคยมี ยิ่งในต่างประเทศจะเจอเยอะมากเลย

แล้วเราจะเลือกอย่างไรล่ะ ? ให้ได้กองทุนหุ้นที่มีคุณภาพเหมาะสมกับนิสัยในการลงทุนของตัวเราเอง..... โดยไม่ต้องไปพะวงกับพวกที่คอยจัดอันดับกองทุน หรือเชียร์กองทุนต่าง ๆ

ลองมาดูคำแนะนำแบบพื้น ๆ

1. อย่าเลือกเพราะชื่อ บลจ. ฟังดูแล้วไฮโซ คลาสสิก โก้เก๋ เท่ห์ระเบิด (ถ้าผลงานดี แม้ชื่อ บลจ.สุดเชย ก็ยังมีคนเลือกครับ)

2. อย่าเลือกเพราะชื่อกองทุนนั้น ฟังดูแล้วไม่เป็นมงคล (แต่ผลตอบแทนอาจจะเป็นมงคลมากก็มีนะ) หรือฟังดูแล้วโดดเด่นเพราะพริ้ง (แต่ผู้ลงทุนขาดทุนบักโกรกตลอด แทบจะลาไปโดดตึก แถมผู้จัดการกองทุนแย่ ๆ ก็ยังทนทู่ซี้บริหารอยู่ได้ ไม่รู้จักลาออกไปซะบ้างก็มี กว่าจะออกได้ เราเกือบหมดตัว เพราะโดนค่าธรรมเนียมสูบไปเกือบหมด อะไรทำนองนี้)

3. อย่าเลือกเพราะมีช่องทางซื้อ/ขาย/สับเปลี่ยน ที่หลากหลายแสนสะดวก หรือมีเวลาให้ขายคืนได้ late กว่าที่อื่น (เพราะของดี เราอยากได้ บางทีแทบกราบเชียวล่ะ เจ้าประคุณเอ๊ย อย่าเล่นตัวนักเลย)

4. อย่าเลือกเพราะกองทุนหุ้นนั้นมี ไซส์กองทุนใหญ่มาก (ไม่ได้แสดงว่ามีคนลงทุนเยอะเสมอไป แต่อาจเกิดจากการโหวตขอมติผู้ถือหน่วยในกองทุนเล็ก ๆ หลาย ๆ กอง ให้มากองรวมกันไว้ที่กองทุนนั้นกองเดียวก็ได้ แต่ใครเขาจะบอกเรา เขาก็คงโฆษณาว่ากองนี้ได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาที่ ผ่านมา...ฮ่าฮ่าฮ่า)

5. อย่าเลือกเพราะกองทุนหุ้นนั้นมี ไซส์กองทุนเล็กดี รสโต (เพราะถ้าไม่มีเวลาติดตาม วันดีคืนดีอาจโดนปิดกอง แล้วไปรวมกับกองอื่นได้เช่นกัน ตอนนี้หลาย บลจ.พยายามบีบกองเล็กกองน้อยแบบทางอ้อม เพื่อให้ผู้ลงทุนหันมาลงทุนในกองอื่นที่ไซส์ใหญ่ขึ้น เพื่อเพิ่ม economy of scale)

6. อย่าเลือกเพราะกองทุนหุ้นนั้นเคยมีประวัติการจ่ายปันผลที่ดี (ของแบบนี้มันไม่แน่นอนหรอกนะ ปีที่จ่ายแย่ๆ หรือไม่จ่ายเลย มักไม่ค่อยโฆษณาหรอก พอปีไหนจ่ายได้ดี ทำเป็นคุยว่าฝีมือเจ๋งอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ตอนทำกองทุนแทบเจ๊งไม่เคยออกมากล่าวคำขอโทษผู้ลงทุนเลยนะจ๊ะ)

7. อย่าเลือกเพราะกองทุนหุ้นนั้น คิดค่าธรรมเนียมซื้อ/ขาย/สับเปลี่ยน/โบรกเกอร์/บริหารจัดการ/นายทะเบียน/ผู้ ดูแลผลประโยชน์/จิปาถะอื่น ๆ ถูกกว่าที่อื่น หรือถูกมาก หรือจัดโปรโมชั่น 0% เสมอ ๆ ....... ประทานโทษที่นี่คือบริษัทจัดการนะ ไม่ใช่การกุศลสมาคมสงเคราะห์ผู้ลงทุน... ทำมาค้าขายก็ต้องหวังผลกำไร ถ้ามาฟาดฟันลดแหลกแจกแถมอย่างนี้ แล้วคุณภาพจะอยู่ตรงไหนล่ะจ๊ะ

(ต่อ)

การ เลือกกองทุนหุ้นให้เหมาะสมกับตัวเราเองนั้น ไม่ยากเลยครับ ถ้าไม่โลภซะก่อน ประมาณว่าเห็นกองอื่นนั้นผลตอบแทนสูงกว่า ก็เลยขายทิ้งกองเก่าที่เราถืออยู่ แล้วไปซื้อกองอื่นนั้นแทน แต่พอเราเข้าไปซื้อเรียบร้อย มันดันกลับนิ่ง ๆ แถมกองเก่าที่เราจากมันมา กลับดีดตัวขึ้นมาเยาะเย้ยให้เราเจ็บใจอีกแน่ะ ....ที่กล่าวมามีใครเคยโดนแบบนี้กันมาบ้างรึเปล่าครับ เมื่อตอนหมีพูเริ่มซื้อกองทุนหุ้นใหม่ ๆ สักสิบกว่าปีที่แล้วก็เป็นแบบนี้แหละครับ

- กองทุนหุ้นในประเทศไทย ร้อยละ 90 มักจะลงทุนในหุ้นชุดเดียวกัน สัดส่วนใกล้เคียงกันมาก และชอบลงทุนในหุ้นยอดนิยมกลุ่ม SET50/SET100 เป็นหลัก เพราะตลาดหุ้นบ้านเรามันเป็นตลาดที่เล็กมากครับ ข่าวสารมันไปทั่วถึงแค่พริบตาเดียว ก็รู้กันทั้งตลาดแล้ว และก็ชอบซื้อขายตาม ๆ กันไป ถ้ากำไรก็กำไรพร้อมกัน ถ้าขาดทุนก็พร้อมใจกันขาดทุน เพียงแต่ใครจะได้กำไรมากน้อยหรือขาดทุนมากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง จะหาคนที่สวนกระแสตลาดได้ยากมาก เพราะต้องต่อสู้กับจิตใจตัวเองสุดฤทธิ์

- ดังนั้นให้หลับตาเลือกมาสักกองนึง แล้วมาเทียบผลตอบแทนกับอีกหลาย ๆ กอง ก็จะได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกันมาก กล่าวได้ว่านโยบายกองทุนหลาย ๆ กองที่เขียนกันเอาไว้อย่างสวยหรู ก็ไม่มีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกกองทุน

- ปัจจุบันนี้มีไม่กี่ บลจ.เท่านั้น ที่ประกาศตัวเองว่ามีจุดขายที่แตกต่างจากที่อื่นอย่างเด่นชัด แตกต่างทั้งการเลือกหุ้น การถือครอง การเทรดเพื่อทำกำไร ฯลฯ ลองดูว่าคุณชอบข้อไหนครับ

1. กองนี้จะเลือกแต่หุ้นเล็กเพียว ๆ (กองก็เลยเล็กไปด้วย เพราะหาของยากครับ)

2. กองนี้จะเลือกแต่หุ้นที่ไม่อยู่ในกระแสนิยม (กองก็เลยไม่ได้รับความนิยมไปด้วย...ฮ่าฮ่าฮ่า)

3. กองนี้จะเลือกแต่หุ้นใหญ่ ๆ เท่านั้น (กองทุนนั้นก็เลยมีแต่ลูกค้ารายใหญ่ ๆ เป็นส่วนมาก)

4. กองนี้จะเลือกแต่หุ้นกลุ่มที่เสี่ยงสูง ๆ เท่านั้น (เลยได้แต่กลุ่มลูกค้าที่เหมือนนักพนัน ต้องหูตาไว และต้องเข้าไวออกไว ถ้าเป็นคนที่ชอบถือยาวมาลงทุนกองนี้ มีหวังขาดทุนซ้ำซาก แล้วจะมาบ่นว่ากองทุนนี้บริหารแย่ไม่ได้นะ)

5. กองนี้จะเลือกเล่นหุ้นระยะสั้น ๆ เท่านั้น (ได้กำไรนิดนึง ผู้จัดการกองทุนก็สั่งขายแล้ว ไม่ยอมให้ขาดทุน เด๋วผู้ถือหน่วยจะว่าเอา....อืมม แบบนี้ก็เข้าท่าดี แต่ว่าถ้างั้นเราไปเทรดหุ้นเองดีก่า เผื่อจะเสียค่าคอมน้อยกว่า..)

6. กองนี้จะเลือกเล่นหุ้นระยะยาว ๆ เท่านั้น (ฉะนั้นหมายความว่าเราก็ควรถือยาวตามกองทุนเขาไปด้วยนะจ๊ะ ขืนเล่นสั้นแล้วขาดทุน ไปโวยวายใส่ เขาจะได้ตอกกลับหน้าหงายว่าก็บอกแล้วไงว่าให้ถือยาว ๆ)

7. กองนี้จะเลือกเล่นแบบตามดัชนีเท่านั้น (ดัชนีขึ้นก็กำไร ถ้าดัชนีร่วงก็ขาดทุน อืมม...ง่ายดีแฮะ ยังงี้ไปหาหมอดูให้ช่วยบอกเส้นกราฟดัชนีในอนาคตจะง่ายกว่านะ)

8. กองนี้จะเลือกเล่นหุ้นเด่น ๆ แค่ 5-10 ตัวเท่านั้น (แต่ที่ผ่านมาก็ได้ผลตอบแทนไม่ต่างกับพวกกองที่ลงไปทั่ว 20-30 ตัวเช่นกัน...เอ๊ะยังไงกันเนี่ย...คำตอบอยู่ข้างบน ย่อหน้าที่ 2 ครับ)

9. กองนี้จะเลือกหุ้นเด่น ๆ เจ๋ง ๆ แค่หยิบมือนึง (คล้าย ๆ ข้อ 8) แต่จะปล่อยให้มันเดินไปตามยถากรรมของตลาด ซึ่งผู้จัดการกองทุนคาดว่ามันน่าจะดีกว่าซื้อทั้งดัชนี (โอวว....ความคิดเลิศล้ำ...แต่ไม่ได้บอกนะว่าผลตอบแทนที่ได้จะล้ำเลิศตามแนว คิดนะ)

10. กองนี้จะเลือกลงทุนแบบทั่วไป ให้เหมือนคนอื่น ๆ เขาทำกัน ช่วงไหนเขาฮิตหุ้นอะไร กองทุนก็จะฮิตตามเขาไปด้วย ไม่เหนื่อยดี ถ้าเขาเลิกฮิตหุ้นนี้ กองทุนก็ขายทิ้งซะ แล้วไปซื้อหุ้นฮิตตัวใหม่ต่อไป ไปตามน้ำ เพราะไม่ต้องฝืนกระแสตลาด (แต่ก็ไม่ตามดัชนี อาจจะดีกว่าหรือแย่กว่าดัชนีก็ได้) ไม่ต้องฝืนความรู้สึกของผู้ถือหน่วย (เวลาขาดทุนจะได้ไม่ต้องมาต่อว่าผู้จัดการกองทุนไง) ..... น่าแปลกที่ส่วนใหญ่กองทุนหุ้นในประเทศไทย จะเข้าข่ายข้อนี้มากที่สุด.....ฮ่าฮ่าฮ่า


คุณชอบข้อไหนครับ ข้อนั้นแหละคือกองทุนหุ้นที่เหมาะกับตัวคุณ..... อ้าว..แล้วเราจะรู้ได้ยังไง ว่ากองทุนไหนมันเข้าข่าย....

ฟอร์มเดิมครับ วันนี้ดึกแล้ว เอาแค่นี้ก่อนนะ........z z Z Z Z Z ครอก!...ฟี้!

-----------------------------------------------------------------

(ข้อแนะนำเพิ่มเติม)

หมี พูต้องขอบคุณ Mr.Messenger มากครับที่มาช่วยอธิบายให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากครับ และเป็นไปอย่างที่ Mr.Messenger แนะนำไว้ชัดเจนครับว่า ผู้ลงทุนที่จะใช้วิธีพักเงินในดัชนีหุ้นต้องเป็นผู้ลงทุนระยะยาว โดยคิดที่จะลงทุนในหุ้นหรือกองทุนหุ้นแบบ Active มากกว่า 3 ปีขึ้นไปครับ ถ้าคิดลงทุนในหุ้นแค่ปีเดียว ก็วิ่งไปมาระหว่างเงินสดกับหุ้น/กองทุนหุ้นดีกว่าครับ เพราะเวลาปีเดียวมันน้อยเกินไป หากเกิดผิดพลาดขึ้นมาจะไม่มีเวลาแก้ไขพอร์ตครับ

หมีพูแนะนำเสมอว่า ถ้าจะลงทุนในกองทุนหุ้น ต้องเลือกสรรกองทุนนั้น ๆ ให้ดีเป็นพิเศษ และควรคัดสรรกองทุนหุ้นไว้ลงทุนสัก 2-3 กองที่มีนโยบายลงทุนแตกต่างกัน หรือถ้าไม่ชอบก็ต้องเลือกแบบช่วยเสริมซึ่งกันและกัน อย่าเอาแต่ความง่ายหรือเอาแต่ความสะดวกในการซื้อขาย (ถ้าเป็นกองตราสารหนี้ก็หลับตาปาเป้าเลือกลงทุนได้เลยครับ แต่กองทุนหุ้นแบบ Active ห้ามทำเด็ดขาด !!)

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีกองดัชนี SET50 อยู่แล้ว คุณก็ไม่ควรลงทุนในกองดัชนี SET100 หรือกองดัชนี SETล้วนอีก แต่คุณควรจะฉีกแนวไปหากองแบบ Active อื่น ๆ เพื่อลงทุนเพิ่มเติม เช่น กองทุนหุ้นที่ลงทุนแต่หุ้นเล็กจิ๋ว , กองทุนหุ้นที่ลงทุนแต่หุ้นใหญ่บึ้มในแต่ละ Sector , กองทุนหุ้นที่เน้นแต่หุ้นปันผลงาม ๆ , กองทุนหุ้นที่เน้นลงทุนในกลุ่มธนาคารล้วน ๆ , กองทุนหุ้นที่เน้นลงทุนในกลุ่มพลังงานล้วน ๆ เหล่านี้เป็นต้น

ยกตัวอย่างจากของจริง (แต่ไม่ต้องเชื่อก็ได้นะครับ) เช่น
1. อยุธยาอิควิตี้/อยุธยาทุนทวีปันผล/อเบอร์ดีนโกรท/อเบอร์ดีนสยามลีดเดอร์ส + ทหารไทย SET50/1AMSET50/SCBSET
2. อเบอร์ดีนสมอลแค๊พ + ทหารไทย SET50/1AMSET50/SCBSET
3. อเบอร์ดีนสมอลแค๊พ + JUMBO25
4. อยุธยาอิควิตี้/อยุธยาทุนทวีปันผล/อเบอร์ดีนโกรท/อเบอร์ดีนสยามลีดเดอร์ส + บัวหลวงธนคม
5. อยุธยาอิควิตี้/อยุธยาทุนทวีปันผล/อเบอร์ดีนโกรท/อเบอร์ดีนสยามลีดเดอร์ส + บัวหลวงโครงสร้างพื้นฐาน
6. อยุธยาทวีทรัพย์ RMF/อยุธยาอิควิตี้ RMF + อยุธยา SET100 RMF/ทหารไทย SET50 RMF
7. อยุธยาหุ้นระยะยาวปันผล LTF/อยุธยาอิควิตี้ LTF + อยุธยาหุ้นระยะยาว SET50 LTF/JUMBO25 LTF
8. อเบอร์ดีนหุ้นระยะยาว LTF + อยุธยาหุ้นระยะยาว SET50 LTF/JUMBO25 LTF
ฯลฯ
สำหรับ สัดส่วนการลงทุนในแต่ละกองควรเป็นเท่าใด ก็ขึ้นอยู่กับภาวะตลาดและนิสัยของแต่ละคนว่าชอบเสี่ยงมากน้อยแค่ไหนครับ บางช่วงถ้าตลาดดีมาก ก็อาจจะลงทุนแต่กอง Active เพื่อกระชากผลตอบแทนให้สูง โดยไม่ลงในกองดัชนีเลยก็ได้ แล้วพอตลาดหุ้นแย่ ๆ หากกองทุน Active (บางกอง) ทำผลงานได้เสมอกับดัชนีตัวที่ชี้วัด เราก็เข้าไปลงทุนเฉพาะกองทุนดัชนีอย่างเดียวซะเลย เพื่อจะได้เสียค่าธรรมเนียมกองทุนที่ถูกลง (แต่ได้ผลตอบแทนเท่ากัน) จากนั้นเราก็นั่งรอ หรือจะทยอยลงทุนเพิ่มตามแต่กำลังทรัพย์ก็ได้ พอสถานการณ์ดีขึ้น ตลาดหุ้นดีขึ้นก็ค่อยกลับไปลงทุนในกองทุน Active ตัวเดิมหรือกองอื่น ๆ ต่อไปก็ได้ครับ ด้วยวิธีนี้ในระยะยาวรับรองได้ว่า เงินลงทุนส่วนนั้นจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนีชี้วัดมากและชนะเงินเฟ้อ ส่วนในระยะสั้นก็รับประกันได้ว่า ผลตอบแทนที่ได้รับในระยะสั้นจะไม่ต่ำกว่าดัชนีตัวชี้วัด อย่างแย่สุดก็คือได้ผลตอบแทนเสมอกับตัวดัชนีชี้วัดไปเลย

แต่คุณจะ เชื่อมั้ยว่า ถ้าคุณได้คัดเลือกกองทุนหุ้นดีที่เขาบริหารกองทุนหุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สูงและดีสม่ำเสมอ คุณแทบไม่ต้องขยับเขยื้อนโยกย้ายเงินลงทุนวิ่งไปวิ่งมาเลยครับ สบายกว่ากันเยอะเลย ทำให้เสียค่าธรรมเนียมน้อยกว่า แถมผลตอบแทนรวมในระยะ 1 ปีขึ้นไปก็ได้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีชี้วัดมากด้วยครับ

จากคุณ : หมีพูหมูพี

Text text

ตกลง