
Foursquare เป็น Social Network อีกประเภทที่กำลังได้รับความนิยม(ในหมู่แคบๆ ?)
จุดประสงค์ก็เพื่อใช้มือถือป่าวประกาศให้ชาวบ้านชาวช่องได้รับรู้ว่าเรากำลัง อยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ (แล้วจะแสลนอยากบอกให้คนอื่นรู้ไปทำไมยะ?)
สำหรับคนที่เล่น Twitter เดิมอยู่แล้ว อาจจะไม่รู้สึกอะไร เพราะปกติเดี๊ยนก็ชอบบอกเรื่องราวส่วนตัวให้คนอื่นรับรู้อยู่แล้วฮ่ะ
เวลาเดินไปเที่ยวไหนมาไหน ช้อปปิ้งอะไร ทำงานตรงไหน เมื่อไหร่ กำลังทำอะไรอยู่ ก็บอกชาวบ้านเค้าไปทั่วอยู่แล้ว
อันนี้จึงไม่สะเทือนกับความรู้สึก "เป็นส่วนตัว" ของคนประเภทนี้แม้แต่น้อย
เพราะไหนๆ คนประเภทนิยม Twitter ก็ชอบป่าวประกาศอยู่แล้ว Foursquare จึงสามารถทำให้เชื่อมโยงกับ Twitter (และเว็บอื่นๆ เช่น Facebook ได้)
ผู้ใช้ Foursquare มีหน้าที่หลักๆ คือ อัพเดทข้อมูลตัวเอง ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน
เมื่อ เปิดโปรแกรมในมือถือขึ้นมา โปรแกรมจะทำหน้าที่ค้นหาแถวๆ พื้นที่ที่คุณอยู่ แล้วจะเสนอสถานที่ต่างๆ ที่มีคน Add ไว้แล้ว ให้เราเข้าไป Check-in ได้ เพื่อเป็นการบ่งบอกผู้อื่นว่า "ตรูมาอยู่ที่นี่แล้วนะโฟร้ย!!" โดยอาจจะใส่ข้อความป่าวประกาศเพิ่มเติมได้นิดหน่อย
เช่น
เดินเลือกซื้อกระเป๋าหนังจระเข้อยู่ @ Hermes Paragon
Hermes Paragon คือ สถานที่ที่เราเข้าไป Check-in
ส่วนข้อความข้างหน้านั้น ก็คือ ที่เราตะโกนแหกปากบอกชาวบ้านเพิ่มเติม อยากอวดว่างั้น (เรียกว่าตะโกนจริงๆ ภาษาอังกฤษใช้ว่า "Shout!")
แต่หากสถานที่ที่เราไป เราเป็นผู้บุกเบิก อาจจะยังไม่มีผู้ใช้คนไหน เคยไปเหยียบมาก่อน ไม่มีสถานที่เสนอมาให้เลือก เราก็สามารถ Add สถานที่เพิ่มเติมได้
เช่น
หากเราไปทัวร์อวกาศบินรอบโลกแล้วอยากจะอวดชาวบ้าน แต่ยังไม่เคยมีใครขึ้นมา Add สถานที่ไว้ให้ Check-in ก็พิมพ์เพิ่ม Add เข้าไปได้เลย
Add Place : "ชั้นบรรยากาศของโลก"
แล้วก็ Check-in ได้
"ตรงนี้เห็นประเทศไทยเล็กกว่ามด!! @ ชั้นบรรยากาศของโลก"
(ถ้าตรงนั้นมีเน็ตให้เล่นก็โอเคอ่ะนะ)
ในการช่วยเพิ่มสถานที่ใหม่ จะได้ 5 แต้ม!! และถ้าไปสถานที่ที่ไม่เคยไปก็จะได้อีก 5 แต้ม!! แต่ถ้าแวะเวียนไปตามปกติจะได้เพิ่มคราวละ 1 แต้ม
แต้มพวกนี้เอาไปทำไร..? สะสมไปแลกเป็นของได้เหมือนสแตมป์ 7-Eleven หรือเปล่า..? ไม่ๆ ไมได้ - - เอาไว้สะสมเป็นแต้มส่วนตัวสวยๆ เก๋ๆ เริ่ดๆ เหมือนว่า ชั้นมีฐานะนะยะ สามารถท่องเที่ยวไปได้ทุกหนแห่ง วันๆ ไม่ทำงานย่ะ เอาแต่ร่อนไปร่อนมา
นอกจากจะมีแต้มเอาไว้โชว์เก๋ๆ แล้ว Foursquare ยังสนับสนุนให้ผู้ใช้ มีความเพลิดเพลินกะการใช้ด้วยการเพิ่ม Badge ให้สะสม

Badge จะคล้ายๆ ตราลูกเสือ ?
ว่าลูกเสือคนนี้ได้ผ่านเกณฑ์ในด้านไหนบ้าง
สำหรับ Badge จะมีหลายอัน หลายประเภท เช่น ถ้าไปสถานที่ต่างๆ ครบ 10 แห่ง ก็จะได้ Badge Advanture มา เป็นต้น
เรียกว่าเป็นการหลอกล่อให้พยายาม Check-in หลายๆ ที อยู่ตลอดเวลานั่นเอง
นอกจาก Check-in ธรรมดาทั่วไปแล้ว จะมีหัวข้อ Tips ไว้สำหรับคนมีน้ำใจ มาแบ่งปันกัน ว่าสถานที่นั้นมีอะไรพิเศษ หรือน่าสนใจยังไง
สำหรับคนที่มาครั้งแรก อาจจะเปิดดูได้ เพื่อเป็นความรู้ประดับสมองเอาไปใช้ประโยชน์ต่อๆ ไป
เช่น
Tips : อาหารร้านนี้แพงโคตร แถมรสชาดหมาไม่แดรก พนักงานมารยาททราม
เมื่อ เปิด Tips ดังนี้ เราอาจจะหลีกเลี่ยงการ Check-in เพื่อสะสมแต้ม เลิกความคิดลองหาประสบการณ์แปลกใหม่ใส่ตัวเอง กลับไปกินอาหารร้านเดิมๆ ที่คุ้นเคยเหมือนแต่ก่อนก็ได้
หลังจากอธิบายมาแสนนาน ใครใครเล่น สนใจจะลองหาโหลด หาสมัครก็เชิญตามสะดวก ตามอัธยาศัยแล้วกันเน้อ
ที่ http://foursquare.com/
ส่วนอันตัวข้าพเจ้านี้ ขณะนี้กำลัง
"นอนกลิ้งเกลือก @ บ้านตรูเอง"
ขอบคุณ
เท่าที่รู้ iPhone, BB, Andriod ใช้ได้ค่ะ มือถืออื่นมิทราบจริงๆ ขอให้ช่วยเหลือตัวเองบ้างอะไรบ้าง อย่ากินแรงชาวบ้านมากนัก
ปล. แต่ยังไง pg.in.th ก็เริ่ดส์ที่สุดฮ่ะ Foursquare ได้แค่บอกสถานที่ไก่กาอาลาเร่ PG ดีฝ่า ถ่ายรูปทีเดียว ขึ้นทุกหนแห่ง เว็บไหนเชื่อมไว้ โผล่ไปบอกเค้าหมด แถมมีสถานที่ขึ้นให้อัตโนมัติ ไม่ต้องมาเลือกหากันให้หน้ามืดตาลายคล้ายจะเป็นลม สูดดมให้เมื่อยตุ้ม
(เอา Blog มาลงเว็บเค้าก็ต้องอวยกันบ้าง อะไรบ้าง...)

ช่วง นี้กำลังอ่านการ์ตูนเรื่อง “Cross Game” อยู่ เป็นของ Adachi Mitsuru เจ้าเก่า ที่เป็นคนเขียนการ์ตูนแนวกีฬา ผสมกับเรื่องราวของความรักได้อย่างลงตัว
เป็น คนที่เขียนคำพูดไม่เยอะ หน้าตาตัวละครออกมาเหมือนเดิมตลอด พระเอกและนางเอกจะหน้าเหมือนกันทุกเรื่อง (อาจมีพัฒนาการทางลายเส้นบ้าง แต่ก็แทบจะไม่แตกต่าง) จนเรียกได้ว่าถ้าเกิดไม่เอาเนื้อหารวมๆ มาให้ดู ก็อาจไม่รู้ว่ากำลังอ่านเรื่องอะไรของตานี่กันแน่
สำหรับ เรื่องนี้ เป็นเรื่องของคนเล่นเบสบอล แน่นอนตามสไตล์ พระเอกจะต้องทึ่มๆ ก๊งๆ ดูไม่ค่อยเหมาะสมกับการเป็นพระเอก และตอนแรกจะไม่รู้ว่าตัวเองเล่นกีฬาเก่ง จนกระทั่งมีอะไรบางอย่างชักจูงให้เข้าสู่วงการ ก็จะเล่นเก่งระดับเทพเจ้า แน่นอนอาจจะมีแพ้บาง ต้องล้มลุกคลุกคลานบ้าง แต่เรียกว่าเป็นคนมีพรสวรรค์ ยังไงตอนท้ายมันก็ต้องชนะ (ก็มันเป็นพระเอกนี่นะ)
เป็น ปกติ เนื้อเรื่องจะผสมลงตัวระหว่างความรัก และกีฬา ไม่รู้ว่าอาจารย์แกใช้เทคนิคไหนเหมือนกัน คำพูดบางครั้งไม่เยอะ (บางครั้งไม่มีเลย) แต่สามารถถ่ายทอดถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครออกมาได้ (แม้สีหน้าและแววตาจริงๆ ก็ไม่ได้เห็นเด่นชัดขนาดนั้นก็เถอะ เพราะลายเส้นสะอาดตามาก) เรียกว่าเป็นเสน่ห์ และความสามารถเฉพาะตัวของแกเลย ที่สามารถจะเขียนเรื่องราวประมาณเดิมออกมาได้ กี่เรื่องก็ตาม ก็ยังสนุก น่าติดตามอยู่เสมอ

กีฬา ที่แกหยิบมาเขียนบ่อยๆ ก็คือ “เบสบอล” แน่นอน เพราะมันเป็นกีฬาประจำชาติของญี่ปุ่น (หมายถึง.. ในความนิยม ไม่นับกีฬาประจำชาติจริงๆ อย่างซูโม่) แต่นอกจากเบสบอลแล้วก็ยังมีกีฬาอีกมากที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเขียน เช่น ว่ายน้ำ, ต่อยมวย ฯลฯ
ที่สำคัญแกยังชอบเขียนความรักแนว “รักสามเส้า” เสียด้วยสิ.. คือ พระเอกนางเอกรักกัน แต่จะต้องมีใครสักคนเป็นส่วนเกิน..
แถมจะมาแย่งกันออกนอกหน้า สนุกสนานเพลิดเพลินใจคนอ่านเป็นยิ่งนัก ฮ่าๆๆ
ผล งานของอาจารย์ได้รับความนิยมอย่างมาก มีทั้งเอาไปทำเป็นหนัง (ที่มาฉายในโรงที่ไทยก็มี) และนำไปทำเป็น Animation ใครที่ยังไม่เคยอ่าน อยากให้ลองรับความสนุกเข้าไปสู่ในบ้านคุณดู นอกจากกีฬา ความรักแล้ว แกยังสอดแทรกมุกตลกขำขัน ให้ได้ขำก๊ากออกมา หรือมีรอยยิ้มมุมปากได้ตลอดทั้งเรื่องแน่นอน
และกว่าจะรู้ตัวอีกที คุณอาจจะกำลังน้ำตาไหลรินเมื่ออ่านมันอยู่ก็ได้
ขอให้สนุกค่ะ
หนูชื่อ..หลินปิง

เป็นลูกแม่หลินฮุ่ย

คุณๆ อาจสงสัยว่า วันๆ นึงหนูอยู่ที่นี่ต้องทำอะไรบ้าง
นอกจาก... นอน...

นอน...

แล้วก็นอน...

แหม...หนูก็ไม่ได้ขี้เกียจขนาดน้าน...ไม่เชื่อเดี๋ยวปั๊ดหวดด้วยคมแฝกซะนี่!!

แม่ฮุ่ยสอนหนูว่า หนูเป็นผู้หญิง
ต้องรู้จักทำงานบ้านงานเรือนไว้บ้าง
เช่น ถูบ้าน...

ถูๆๆๆๆให้สะอาดทุกซอกทุกมุม

หนูช้ำมาก...กระซิกๆ

แล้วก็ซักผ้า

หนูซักเก่งนะ
นอกจากนี้ แม่ฮุ่ยยังบอกอีกว่า
แม่ฮุ่ยและลูกปิงถึงเป็นชาวจีน แต่ก็อยู่เมืองไทย
หนูต้องช่วยหารายได้ให้เขา เพราะเขาเลี้ยงดูเราอย่างดี
เช่นการผลิตตะเกียบส่งไปขายที่จีน จีนได้ตะเกียบ ไทยได้เงิน win-win

แต่ไม้ที่แม่ฮุ่ยเอาไปทำตะเกียบนั่นมันคมแฝกหนู~~~~

แต่หนูก็ยังเป็นเป็นเด็กนะ ให้ทำงานทั้งวัน หนูก็เบื่อๆแหละ
มันต้องมีเล่นบ้าง

แต่เล่นในบ้านนานๆ มันก็เบื่อๆนะ หนูอยากออกไปดูโลกภายนอกบ้าง

หนูก็เลยพยายาม...แหกคุก!!

ครั้งแรกๆหนูทำไม่สำเร็จหรอก โดนพี่เลี้ยงจับได้ ก็เลยโดนส่งกลับเข้ามา

แต่หนูก็ไม่ยอมนะ แม่ฮุยบางทีก็ใจดี ร่วมมือกับหนู ช่วยดูต้นทางให้

ตอนแรกหนูก็ดีใจนะ ข้างนอกนี่ของเล่นเยอะกว่าข้างในอีก
แต่หนูก็พบว่าโลกภายนอกมันโหดร้ายจริงๆ T^T

หนูตกลงมาคราวนั้น หนูเจ็บมาก ต้องไปหาหมอ
หมอบอกหนูว่า ต้องฉีดยานะ แต่หนูกลัวเข็มมาก ก็เลยจะหนี แต่ว่า...T^T

หนูเลยเข็ดแล้ว กับโลกภายนอก กลับเข้าบ้านดีกว่า T^T
แต่ว่า...ก้นหนูติดกรงงงงงงง T^T

หนูดิ้นรนอยู่ตั้งนานแน่ะ

พอหนูกลับมา แม่ฮุ่ยก็ถามว่า เป็นยังไงล่ะ ซนดีนัก
แม่ฮุ่ยก็เลย...ถีบ...สั่งสอนหนูไปอีกที T^T

คืนนั้น แม่ฮุ่ยก็สั่งสอนหนู บอกให้หนูเป็นเด็กเรียบร้อย
ทำตัวให้สมเป็นกุลสตรีแบบแม่...-_-"

หนูนอนทบทวนคำสั่งสอนของแม่ฮุ่ยอยู่นาน...

แล้วหนูก็เลยต้องทำตามแม่...

ถึงหนูจะดื้อ จะซนไปบ้าง แต่หนูก็รักแม่นะ

แล้วยังไงมาเจอหนูปิงกับแม่ฮุ่ยได้ที่เชียงใหม่นะคะ บ๊ายบายค่า

Zzz...

ได้มีโอกาสไปร่วมงาน "EFM Festival เทศกาลบันเทิง รื่นเริงแห่งชาติ" มา
จริงๆ ไม่ได้บ้าดารา (โกหก) แค่อยากเจอดีเจ (แล้วมันต่างกะบ้าดาราตรงไหน 5555+)
นัดแนะเพื่อนเรียบร้อย งานมีเที่ยงวัน ยันเที่ยงคืน
คุณเพื่อนตัวดีบอกว่า "เที่ยงละกัน เที่ยง" .....งานเค้ามีถึงเที่ยงคืน ไม่รู้จะรีบไปทำแป๊ะอะไร
แต่ ก็เป็นคนเชื่อง เพื่อนบอกเที่ยงก็เที่ยง แต่กว่าจะออกจากบ้านจริงๆ ก็เที่ยงครึ่ง ไปถึงประมาณบ่ายนิดๆ แดดร้อนเปรี้ยงๆ ตากแดดหัวแดง
งาน ใหญ่กว่าที่คิด ครอบคลุมลาน Central World ทั้งลาน.. ไม่เคยเจอนะ งานไหนจัดตั้งแต่ต้นถึงท้ายขนาดนี้ ปกติอย่างมากก็แบ่งครึ่ง จัดฝั่งใดฝั่งหนึ่ง
โทร.ถามเพื่อนว่า อยู่ไหนๆ มันบอก "อยู่ตรงลานแถวๆ เวทีอ่ะ"
เดินไปเจอเวทีหนึ่งเวที "ไหนล่ะแกอ่ะ" >> ไม่ใช่เวทีนั้นๆ
เดินไปเจออีกหนึ่งลาน "ไหนล่ะ อยู่ตรงนี้ป่าว" >> ไม่ใช่ๆ
เดินไปเจออีกลาน = = กว่าจะเจอเพื่อน โอ้วววว.. มันจะกว้างใหญ่ไพศาลไปไหน
งาน นี้สนุกดี ได้ดูคอนเสิร์ตประกอบการเดินช้อป เดินวนๆ ไม่รู้จะเอาไงดี เดี๋ยวเดินดูของอยู่ ได้ยินเสียงเพลงศิลปินคนโปรด ก็เดินไปหน้าเวที ไปฟังเพลง พอเพลงจบ เดินกลับมาช้อปต่อ - - วนไปวนมา
สังเกตได้ว่า ร้านไหนคนมุงเยอะๆ แปลว่ามีดารามา.. แต่แบบ บางบูธงงมาก นี่ดาราเหรอ ใครหว่า ไม่รู้จัก จะสะกิดถามเค้าว่า "พี่คะๆ พี่ชื่ออะไร เล่นละครหรือร้องเพลงอะไรเหรอ" ก็เกรงใจ ได้แต่เดินผ่านไปแบบงงๆ
ส่วนใหญ่แล้วบูธดาราจะไม่ได้เงินเราไปสักบาท แค่ไปเดินวนๆ ดู แล้วก็ถ่ายรูปมาพอเป็นพิธี
แต่บูธที่ทำให้เสียเงินลากเลือด ก็เป็นพวกบูธของทำมือ แต่ละคนมีฝีมือเริ่ดๆ ชักนำให้หมดตัวทั้งนั้น
ไม่ ว่าจะเป็นกระป๋งกระเป๋า สมุด ถุง เสื้อ ฯลฯ ซื้อเหมือนคนไม่มีสติ เดินเข้าไปเหมือนถูกดูด สั่งเค้าทำนู่นทำนี่ เดินกลับออกมาอีกทีักระเป๋าตังเบาๆ ตัวลอยๆ ดูเบลอๆ
คอนเสิร์ตก็มีศิลปินหลากหลายแนว ที่ชื่นชอบเลย ก็มี Tattoo Color, Tina, B.O.Y, นอกนั้นก็เฉยๆ ละ เลยออกมาเดินเล่น 5555+
เจอ พี่อ้อย พี่ฉอด กำลังขายหนังสือ แจกลายเซ็นอยู่ด้วย เลยเดินไปอุดหนุน 2 เล่ม :D ปลาบปลื้มพี่อ้อยอ่ะ ชอบๆ เป็นคนที่เสียงนุ่มมาก แล้วก็มีข้อคิดดีๆ ตลอด ฟังแล้วเคลิบเคลิ้ม เหมือนถูกชักจูงให้คล้อยตามได้โดยง่าย
สรุปว่า ก็ได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจ คือ ได้ไปเดินดูของ ได้ฟังเพลง ได้ซื้อหนังสือพี่อ้อย แล้วก็ได้เจออาตุ่ย!!
อายังเป็นมิตรและน่ารักเหมือนเดิม เหมือนครั้งแรกที่เคยเจอ อาไม่ถือตัวและเฮฮาเหมือนเคย
ไม่แน่ใจว่าอาจำชื่อได้รึเปล่า แต่อาต้องจำหน้าได้แน่ๆ 555+
ปลาบ ปลื้มอาเป็นส่วนตัวเพราะเคยไปเจอครั้งแรก ปกติเค้ามีแต่คนธรรมดา ขอถ่ายรูปดารา อันนี้พอบอกว่าเป็นแฟนคลับก็เลยโดนอาตุ่ยขอถ่ายรูป บอกว่า "แกชื่อไรนะ มาๆ ถ่ายรูปไว้ก่อน ชั้นจะได้จำชื่อพวกแกได้"
โหย.. TwT แซ่บซึ้ง คนอะไร เป็นคนดีขนาดนี้
หลังจากนั้น ก็ดูเหมือนอาจะจำชื่อได้นะ แต่อันนี้นานแล้ว ไม่รู้ว่าอายังจะจำได้รึเปล่า
แต่ยังไงก็ประทับใจความเป็นกันเอง และ ความน่ารักของอาเสมอ
ใครรู้จักอาตุ่ย ฝากบอกไปด้วยว่า รักเลิฟ เสมอนะกั๊ฟ จุ๊ฟๆ
Buzzer Beat เป็นซีรี่ย์ญี่ปุ่นที่กำลังดูอยู่ตอนนี้ (ไม่แน่ใจว่าที่ญี่ปุ่นออนแอร์จบรึยัง)

เป็นเรื่องราวความรักของนักบาส กับ คนเล่นไวโอลิน
เรื่องก็วุ่นๆ ตามสไตล์หนังรักทั่วไป (เราจะไม่สปอยด์ในที่นี้)
หลายๆ คนอาจจะงง ว่า Buzzer Beat แปลว่าอะไร!?
Buzzer Beat คือ การชู้ตบาสในช่วงก่อนที่สัญญาณนกหวีดจะเป่าหมดเวลาเพียงชั่วพริบตา
เพราะว่าลูกที่ถูกโยนออกไปก่อนจะหมดเวลานี้ ถึงแม้ลูกจะลงห่วงหลังสัญญาณดัง ก็ถือว่านับแต้มด้วย
ฉะนั้น จึงตัดสินกันได้ด้วย 2 คะแนนสุดท้ายนี่แหละที่จะพลิกเกมจากแพ้เป็นชนะได้
Buzzer Beat จึงมีความหมายคล้ายๆ จะบอกว่า
"อย่ายอมแพ้ จนกระทั่งวินาทีสุดท้าย"
จริงๆ แล้ว เท่าที่ดูมา เนื้อเรื่องยังไม่ค่อยเกี่ยวกับการเล่นบาสมากนัก
ออกจะเป็นเรื่องของความรักมากกว่า
แต่หนึ่งในสิ่งที่สอดแทรกไปในเนื้อเรื่องก็คือ "การไล่ล่าตามความฝัน"
ทั้งพระเอกและนางเอก ต่างมีความฝันของตัวเอง ที่ต้องการให้มันสำเร็จได้
นี่เป็นส่วนนึงที่ทำให้ชอบละครญี่ปุ่น เพราะมันมักมีอะไรแฝงอยู่ลึกๆ เสมอ
อย่างเรื่องนี้ มันก็เป็นแรงผลักดันในการดำเนินชีวิตที่ดีเลยเชียว
พระเอกและนางเอก ไม่ใช่คนที่มีความสามารถเลิศเลอ เก่งในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่แบบเป็นอัจฉริยะที่ทุกคนต้องยกย่อง
แต่ก็ทุ่มเท พยายามฝึกฝน เพื่อให้ประสบความสำเร็จ
แม้หนทางไปสู่ดวงดาวอาจจะยากเย็นแค่ไหน ก็จะพยายามไขว่คว้าให้ไปถึงมัน
มีประโยคนึงในหนังที่นางเอกพูดแล้วประทับใจมาก ว่า
"obaachan ni nattemo
kono yume settaini akiramenai"
(ฟังถูกรึเปล่าไม่ทราบ)
แปลคร่าวๆ ได้ว่า
"ต่อให้แก่จนกลายเป็นคุณยายแล้วก็ตาม.. ความฝันนี้ จะไม่มีวันยอมแพ้เด็ดขาด"
อือม.. ฟังแล้วฮึกเหิมดีจัง
คนเราเกิดมา ดำรงอยู่ได้ด้วยความฝันสินะ
ต่อให้ความฝันเราจะไม่มีทางเป็นจริง แต่ถ้าเราพยายามมันอย่างเต็มที่
เมื่อมองย้อนกลับมา เราก็คงยิ้มและภูมิใจว่าอย่างน้อย เราก็ได้พยายามสุดความสามารถแล้ว
ดีกว่านั่งเสียใจ ว่าเราไม่ได้แม้แต่จะลงมือทำ เพราะคิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ และยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มต้น
...
คนเราทุกคนย่อมมีความฝัน
ฝันของคุณคืออะไร คิดดูให้ดี
แล้ววันนี้ คุณได้ลงมือทำอะไร เพื่อไปสู่เส้นทางความฝันที่คุณต้องการหรือยัง
...
สู้ๆ ค่ะ ทุกท่าน :)
ผิดเพราะรัก - กิ่ง เดอะสตาร์ 5
...
เคยได้ยินว่าความรักคือสิ่งที่มีพลังมากมาย
ใครได้พบเจอจำต้องยอม และไม่มีทางต้านทานได้
ตัวของฉันเองพอรักมา ใจก็พลอยเปลี่ยนไปมากมาย
ยอมทำทุกทางแค่ได้มีเธอ
...
ผิดถูกที่ฉันทำทำลงไป สายตาใครยังไง ฉันไม่มองไม่เห็น ไม่รับรู้อะไร
รู้เพียงว่าทำเพราะรัก ทำเพราะเธอที่รักก็พอ
เธอคือรักแท้คือใจดวงเดียวที่รอ ไม่อาจยอมเสียเธอไป
แม้รู้ว่าทำเพราะรัก สิ่งที่ทำจะร้ายหรือผิดแค่ไหน
ฉันอยู่โดยขาดรักไม่ได้ ให้ทำผิดแค่ไหนฉันคงต้องยอม
...
เคยได้ยินว่า ความรักคือสิ่งที่ทำให้ทรมาน
ยิ่งได้รักใคร ยิ่งต้องการ อยากจะครอบครองไว้ข้างกาย
ฉันก็เหมือนกัน พอรักเธอ อยากให้เธอมาอยู่ใกล้ใจ
ยอมทำทุกทางเพียงได้เธอมา
...
ผิดถูกที่ฉันทำทำลงไป สายตาใครยังไง ฉันไม่มองไม่เห็น ไม่รับรู้อะไร
รู้เพียงว่าทำเพราะรัก ทำเพราะเธอที่รักก็พอ
เธอคือรักแท้คือใจดวงเดียวที่รอ ไม่อาจยอมเสียเธอไป
แม้รู้ว่าทำเพราะรัก สิ่งที่ทำจะร้ายหรือผิดแค่ไหน
ฉันอยู่โดยขาดรักไม่ได้ ให้ทำผิดแค่ไหนฉันคงต้องยอม
...........
รู้สึกว่าเพลงนี้จะเป็นเพลงประกอบละคร "ชิงชัง"
โดยส่วนตัวแล้วไม่ได้ดูละครหรอก
แต่ว่าฟังวิทยุเปิดเพลงนี้ครั้งแรกแล้วชอบเลย
อู้ววว.. นี่มันเพลงของคนบาปชัดๆ..
ยอมทำผิด เพียงแค่คำว่ารัก..
ถูกหรือผิดไม่รู้ล่ะ
รู้แต่ว่าทำลงไปแล้ว
ก็เพราะว่า "รัก" คำเดียว
สังเกตได้ว่า Blog ทั้งหมด จะลงท้ายด้วยคำว่า "ครั้งแรก"
ก็แหงล่ะสิ.. หล่อนไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมาก่อนเลยนี่ยะ 5555+
และเมนูคราวนี้ ก็มาลงเอยที่ "ช็อคโกแลตมูส"
จริงๆ แล้วไม่ได้ชื่นชอบ ชื่นชมขนมชนิดนี้เป็นพิเศษ
เพียงแต่คุณแม่บอกว่า น่าจะทำง่าย และให้ลองทำดู
(แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าทำยากกว่าที่ผ่านๆ มานะคะ เพราะใช้หลายขั้นตอน ต้องแช่เย็น ต้องรอเวลาอีก ทำไปทำมา เริ่มมึน)
เริ่มแรกก็เตรียมส่วนผสมก่อน
ช็อคโกแลตแท่ง (แบบที่ใช้กินเป็นขนมปกติ), เนยจืด, น้ำ, เกลือป่น, เหล้าคาลัวร์หรือเหล้ารัม, กาแฟเอสเปรสโซ่, ครีมกระป๋อง (thick cream อันนี้แหละ.. หายากโคตรๆ), ไข่ไก่, น้ำตาลทรายป่น, วิปปิ้งครีม, น้ำตาลไอซิ่ง, เม็ดมะม่วงหิมพานต์
(เห็นได้ชัดว่า.. ส่วนผสมจะเยอะไปหนายยยย.. แล้วไหนบอกว่าทำง่าย?)
จริงๆ แล้วตามตำรา บอกว่าให้ใช้หม้อตุ๋น ค่อยๆ ละลายช็อคโกแลตเข้ากับส่วนผสม
แต่เนื่องจากเราขี้เีกียจ เอ๊ย ไม่ใช่ เราต้องการความสะดวกสบาย
เลยใช้วิธีจับยัดใส่ไมโครเวฟแทน ค่อยๆ อุ่นทีละนิด อุ่นไป ผสมไป กวนไป..
เริ่มแรก ใส่ช็อคโกแลต(ที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ) ผสมเนยจืด เหล้าหวาน กาแฟ ในชามแก้ว
แล้วใส่เข้าไปอุ่นในไมโครเวฟสักพัก
เนย&ช็อคโกแลตจะเริ่มละลาย ก็คนให้เข้ากัน
แล้วแยกไข่ขาว-ไข่แดงจากกัน
เอาไข่แดงไปใส่ในส่วนผสมช็อคโกแลตเมื่อสักครู่ ใส่ไปครั้งละฟอง
คนให้เข้ากันด้วยตะกร้อมือ
จากนั้นพักไว้จนเย็น
หรือเอาไปแช่เย็นเมื่อเย็นแล้วก็ได้
หลังจากนั้นปล่อยมันทิ้งไว้ หันมาสนใจส่วนผสมที่เหลือต่อ
เทครีมลงในส่วนผสมอีกใบ
(ก่อนจะใช้ครีมกระป๋องให้แช่ตู้เย็นไว้สัก 2 ชั่วโมง เขย่าให้เป็นเนื้อเดียวกัน ค่อยเปิดใช้)
ตีครีมด้วยหัวตีรูปตะกร้อจนขึ้นฟูเป็นครีมอยู่ตัว
(แต่อย่าตีนานจนครีมแข็งเป็นก้อนๆ จะทำใ้ห้ผสมกับส่วนผสมอื่นยาก)
แล้วไปพักไว้ในตู้เย็นอีกเช่นเคย
(เห็นมะ.. เริ่มยากแล้ว แค่ที่แช่ในตู้เย็นก็ไม่มี ไหนบอกทำง่าย 555+)
หันกลับมาส่วนผสมที่เหลือ
เอาไข่ขาวใส่ลงไป ตีด้วยหัวตีรูปตะกร้อ(เหมือนเดิม) ด้วยความเร็วสูง
เหยาะเกลือลงไป
ตีจนไข่ขึ้นฟูขาว
แล้วค่อยๆ ใส่น้ำตาลทรายลงไปทีละน้อยเข้าไปตีด้วย จนหมด
ไข่จะขึ้นฟูและเป็นเงา (ดังภาพด้านบน)
หลังจากนั้น
นำครีมที่ตีแล้ว ผสมกับส่วนผสมช็อคโกแลต (ที่แช่ไว้ทั้งคู่เมื่อกี้น่ะ..)
โดยแบ่งครีมใส่ไปทีละนิด พอเข้ากันดีจึงค่อยใส่ส่วนที่เหลือทั้งหมดลงไป
ส่วนผสมไข่ขาวก็ทำเหมือนกัน
พอผสมได้ที นำเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบและบดแล้ว ใส่ลงไป คนพอเข้ากัน
ตักเสิร์ฟใส่แก้ว
แล้วเอาไปแช่เย็นไว้อย่างน้อย 4 ชั่วโมง
เมื่อจะเสิร์ฟ ให้นำวิปปิ้งครีมมาผสมกับน้ำตาลไอซิ่ง
ตีจนขึ้นฟูดี
ค่อยนำมาบีบตกแต่งบนมูส
เสร็จสรรพเรียบร้อย กินได้ ^^
แนะนำว่าให้กินตอนเย็นๆ จะอร่อยเลิศ
หะหะ กลับมาอีกครั้ง ในอีกอาทิตย์
อาทิตย์นี้ เรามาลองทำ (Soft) Chocolate Chips Cookies ดูบ้าง..
แรกเริ่มเลย ก็เตรียมส่วนผสม (เหมือนเคย)
ประกอบไปด้วย แป้ง, น้ำตาลทราย, น้ำตาลทรายแดง, เกลือ, เบกกิ้งโซดา, ไข่ไก่, ช็อคโกแลตชิพ, กลิ่นวานิลลา, และเนย
ขั้นแรกเลย ไปเตรียมเตาอบ & ถาดไว้ก่อน
เตาอบเซ็ทไว้ที่อุณหภูมิ 180 องศา
ถาดเอามาทาเนย วางกระดาษรอง แล้วทาเนยอีกรอบ
ส่วนเนย ทิ้งไว้ให้ละลายในอุณหภูมิห้องประมาณ 30 นาที
พอเนยละลายแล้ว เอาไม้ค่อยๆ ตีให้อ่อนตัว
พอเนยอ่อนตัวทั่วถึงแล้ว ค่อยใส่น้ำตาลลงไปผสม (ทั้งน้ำตาลทราย และ น้ำตาลทรายแดง)
ตีให้แรงขึ้นอีกนิด ให้ฟูขึ้นเล็กน้อย (เปลี่ยนสี)
แล้วค่อยใส่ไข่ & กลิ่นวานิลลาลงไป
ผสมให้เข้ากัน
แล้วค่อยๆ ใส่แป้งลงไปผสมให้เข้ากัน
(แป้งร่อนผสมกับเกลือ และเบกกิ้งโซดาแล้ว)
(ใส่ไปทีละนิด ไม่ต้องใส่ทั้งหมด)
ใส่แป้งลงไปผสมทั้งหมดแล้ว ค่อยใส่ช็อคชิพลงไป
ตะล่อมให้ช็อคชิพกระจายไปทั่วถึง
แล้วเอามาหยอดใส่ถาดด้วยช้อนกินข้าว หรือที่ตักไอติม
(คำเตือน: อย่าหยอดคำใหญ่เกินไป จะทำให้คุกกี้ไม่สุก)
หยอดเสร็จ เอาเข้าเตาอบ ประมาณ 12 นาที
ตอนที่เอาออกมา อาจจะดูเหมือนยังไม่สุกดี ไม่เป็นไร
เพราะเราจะทำแบบ Soft ถ้าทิ้งให้สุกในเตาอบ จะกรอบ ไม่นุ่ม
เอาออกมาจากเตาอบ แล้วแซะออกจากถาด วางบนตะแกรง ทิ้งไว้ให้สุกข้างนอกสักพัก
ค่อยจัดการกินได้ ;)
เพียงแค่นี้เราก็จะได้คุกกี้ กรอบนอก นุ่มใน ช็อคชิพละลายเยิ้มในปาก..
อู้ววว.. อร่อยเหาะจริงๆ
หะหะ วันนี้ลองทำบราวนี่ครั้งแรกในชีวิต..
จริงๆ ตั้งใจจะทำตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่เผอิญหาผงโกโก้ไม่เจอ เลยทำแบบสำเร็จรูปไปแทน
หลังจากเซ็ง วิ่งวุ่นหาผงโกโก้ไม่เจอ
เมื่อวานเลยไปซื้อมาใหม่ซะเลย!!
จะได้ทำสมใจอยาก
ขั้นตอนแรก อยากทำเหมือนพวกรายการทีวี เลยเตรียมส่วนผสมให้เรียบร้อยก่อน
จะได้เทใส่ๆๆ ทำท่าดูดี เหมือนมีทีมงานเตรียมให้ 555+ (จริงๆ แล้วก็เตรียมเอง ก่อนหน้าจะทำ)
ส่วนผสมมีอะไรบ้างก็ไม่รู้ อ่านไปทำไป 5555+
ดูจากรูปแล้ว.. มี แป้งอเนกประสงค์ (มิใช่แป้งทาหน้า) ผงฟู ผงโกโก้ เกลือป่น น้ำตาลทราย ไข่ไก่ กลิ่นวานิลลา เนยสด นมสด
(อาจจะใส่ถั่วเพิ่มได้ถ้าชอบ)
ขั้นตอนที่ 2 หลังจากเตรียมอุปกรณ์ และส่วนผสมเรียบร้อย
เอาเนยสด ใส่พิมพ์ ไปละลายในไมโครเวฟ อุ่นด้วยความร้อนระดับ High (800 วัตต์) ประมาณ 1 นาที
ระหว่างที่รออุ่น ก็เอาแป้ง ผงฟู เกลือป่น ร่อนให้เข้ากัน
พอเนยละลายเรียบร้อย เอาส่วนผสมทั้งหมด (ยกเว้นแป้งที่ร่อนไว้) จับเทใส่ลงไปให้หมด
หน้าตาจะดู.. เอิ่ม.. ไม่คิดว่าจะเป็นสิ่งที่เราจะกินเข้าไป 5555+
แล้วเอาส้อมคนให้เข้ากัน หน้าตาดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แล้วเอาแป้งใส่ลงไปอีก..
แล้วก็ "ตะล่อม" (เค้าใช้ศัพท์คำนี้ แปลว่าไรไม่รู้ คล้ายๆ พูดจาล่อลวงให้คล้อยตามรึเปล่า)
ตะล่อมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน
พอเข้ากันเรียบร้อย ก็จับไปใส่ไมโครเวฟ
เห็นมะ.. ว่าทำยากแค่ไหน 5555+
(ยากตรงไหนเนี่ย!?)
อุ่นด้วยความร้อน High ประมาณ 4 นาทีครึ่ง
ระหว่างนั้นก็ tweet รอไปพลางๆ สูดกลิ่นหอมไปพลางๆ ซู้ดดดด หอม.. อยากกินแว้ว!!
4 นาทีครึ่ง tweet ได้ไม่กี่คำ เพียงชั่วพริบตา ก็ได้ยินเสียง "ปิ๊ง!!"
เสร็จสรรพออกมาจากเตาเรียบร้อย
หน้าตายังไม่ค่อยหน้ากิน (แอบมีตรงกลางป่องๆ เล็กน้อย..)
เอามาทิ้งไว้สักพัก พักไว้ก่อน มันจะฟีบลงบ้าง นิดหน่อย ^^"
เอาออกมาจากไมโครเวฟแล้ว อาจจะไม่สุกทันที ให้ทิ้งให้ระอุสักพักก็กินได้เลย!!
(วิธีเช็คว่าสุกรึยัง ใช้ไม้จิ้มฟันจิ้ม ถ้าไม่มีอะไรติดขึ้นมา แปลว่าสุกเรียบร้อยค่า)
อ่ะ.. ทำเสร็จ เดี๋ยวจะหาว่างก ทำทั้งถาด ไม่แบ่งให้กินมั่ง
เอาไปกินกัน.. แค่นี้พอ

แบ่งกันดีๆ ล่ะ อย่าแย่งกัน :P
ที่เหลือ คนทำกินเอง เอิ๊กกก..
หอมๆ นุ่มๆ ร้อนๆ อาหย่อยยยย.. ซ้วบบบ
.....
เมนูครั้งหน้า
"คุกกี้ช็อคชิพ"
ติดตามชมกันต่อไป ;)
49 บล็อก หน้าถัดไป
Subscribe RSS






















