ปัญหามันพัฒนามาไกลจนกลายมาเป็นสงครามระหว่างชนชั้นแล้วครับ
ถ้าได้เจอกัน จะเล่าให้ฟังโดยละเอียด แต่พิมพ์ตอบในนี้ คงได้คร่าวๆ ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมบ้างในบางหัวข้อนะครับ วงเล็บนิดหน่อย ว่าผมนี่รากหญ้าตัวจริง ลูกหลานเกษตรกร และคลุกคลีอยู่กับคนงาน ด้อยความรู้ ด้อยโอกาส และไม่เคยได้รับโอกาสใดๆ
ผมสรุปคร่าวๆ เรื่องราวมันต้องย้อนไปไกลสักหน่อย จะตัดตอนเอามาพูดเฉพาะช่วงรัฐบาลมาร์คไม่ได้ เริ่มจาก
1. รัฐบาลทักษิณ ดำเนินนโยบาย โดยมุ่งยกระดับความเป็นอยู่ของคนรากหญ้า ซึ่งเขา ไม่เคยได้รับมาก่อนจากรัฐบาลไหนๆ (นโยบายอะไรที่โดนใจคนรากหญ้า ลองค้นจาก google ดูเองครับ) แต่ว่า กลายเป็นถูกวิพากย์วิจารณ์จากนักวิชาการในห้องแอร์ หรือมนุษย์เงินเดือนในเมืองหลวง ว่า เสพย์ติดเศษเนื้อของทักษิณบ้างหล่ะ เป็นคนโง่บ้างหล่ะ คนรากหญ้าถูกซื้อเสียงบ้างหล่ะ จนถึงขนาดบางคนออกมาแสดงความคิดเห็นว่า คนที่จบ ป ตรี เท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์เลือกตั้ง ความคับแค้นใจ จากการโดนดูถูก จากการถูกเหยียดหยาม จากคนที่ไม่ยอมรับความเท่าเทียมกันโดยสิทธิความเป็นคน เริ่มพัฒนาขึ้น ณ จุดนี้ (เริ่มเกิดศัตรูตัวสำคัญ คือสนธิ ลิ้มทองกุล)
2. การปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กย 49 ซึ่งได้เหยียบย่ำ หัวใจคนรากหญ้าเข้าไปอีก คณะปฏิวัติ ได้อ้างว่าประชาชนสนับสนุนให้ปฏิวัติ ซึ่งขณะปฏิวัติ ก็ได้มีการนำดอกไม้ไปให้กำลังใจทหาร ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นคนในเมืองหลวง ซึ่งก็คือฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์ มีการแอบอ้างประชาชนเป็นผู้สนับสนุน โดยลืมไปว่า คนรากหญ้า 19 ล้านเสียงนั้น รัก และ ต้องการให้ทักษิณ กลับมาเป็นผู้นำประเทศของพวกเขา
ในครานี้ ผู้นำที่เขารัก ต้องโดนกลั่นแกล้งนานับประการ ไม่ว่าจะเป็น
- การใช้สื่อของรัฐ ด่าทอทักษิณ ด้วยข้อมูลครึ่งเดียว เป็นเวลาเกือบสองปี โดยหวังว่าจะให้รากหญ้าลืมทักษิณ และเกลียดทักษิณในที่สุด
- การแต่งตั้ง คตส. ซึ่งย่อมาจาก คณะกรรมการตรวจสอบความเสียหายแก่รัฐ ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ทักษิณคนเดียว และพวกกรรมการ ล้วนแล้วแต่เป็นศัตรูทางการเมืองของทักษิณทั้งนั้น แล้วคณะนี้ จะเรียกว่ามีความยุติธรรมได้อย่างไร
- ยังมีอีกเยอะครับ ลองหาข้อมูลดู
3. จากการปฏิวัติคราวนั้น คมช ยังได้สืบทอดอำนาจต่ออีก โดยผ่านองค์กรอิสระต่างๆ ทั้ง กกต ปปช ศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นศัตรูกับทักษิณ และพรรคไทยรักไทยทั้งสิ้น ท้ายที่สุดองค์กรเหล่านี้ เป็นผู้ตัดสิน และจัดการพรรคพลังประชาชนลงไปในที่สุด
4. การเลือกตั้งครั้งใหญ่หลังจากการปฏิวัติ และรับรัฐธรรมนูญมาแล้ว พรรคพลังประชาชน ชนะการเลือกตั้ง จากคะแนนเสียงของคนรากหญ้า ที่ยังรักทักษิณ ได้นายสมัครมาเป็นนายกรัฐมนตรี และนโยบายสำคัญ ก็คือต้องแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับที่คลอดโดยเผด็จการ แต่ทั้งๆที่นายสมัคร ชนะการเลือกตั้งแบบขาดลอย จัดตั้งรัฐบาลแล้ว ก็ทำงานไม่ได้ โดยถูกขัดขวางจากม๊อบพันธมิตร ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนในเมืองหลวง ฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งว่ากันว่าเป็นม๊อบเส้นใหญ่ ทั้งยึดทำเนียบ และยึดสนามบิน แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรได้
5. พรรคพลังประชาชนถูกยุบ จากองค์กรทั้งหลาย ที่สืบทอดมาจาก คมช
6. พรรคประชาธิปัตย์ ที่ถูกอุ้มชูโดยคนเสื้อเหลือง และทหารกลุ่มเดียวกับที่เคยทำการปฏิวัติ ได้ก้าวขึ้นมาครองอำนาจ
นี่คือเรื่องราวโดยย่อ แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่คนรากหญ้าเรียกร้อง มันคืออะไร ?? ที่เขาต้องเดินทาง ตากแดดตากฝน เข้ามาชุมนุมในกทม ลำบากขนาดนี้ ก็ยังถูกปรามาสว่า เข้ามาเพราะเงินของทักษิณ มันไม่ใช่หรอกครับ มันเป็นความคับแค้นใจ ชิงชัง ในความไม่เท่าเทียมกันในสังคม
- ผู้นำที่พวกเขาเลือกมา ผ่านการเลือกตั้งโดยวิถีทางแห่งประชาธิปไตย ชนะการเลือกตั้งครั้งแรกด้วยคะแนนถล่มทลาย อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน (19 ล้านเสียง) กลับถูกคนไม่กี่คนทำการปฏิวัติ ยึดอำนาจไป ครั้งที่สอง ก็โดนจัดการลงอีกโดยองค์กรอิสระ ที่สืบทอดจากคณะปฏิวัติ
- พรรคประชาธิปัตย์ โดยการอุ้มชูของคนเสื้อเหลือง คนในเมืองหลวง ไม่ได้ชนะการเลือกตั้ง แต่กลับได้นั่งบริหารประเทศ
ที่รากหญ้า เขาเรียกร้อง ไม่ได้เรียกร้องอะไรที่เกินไปจากคำว่า สิทธิแห่งความเท่าเทียมกันเลยครับ เขาต้องการสิทธิของเขา เขาออกเสียงเลือกตั้งแล้ว ก็ให้ยอมรับสิ่งที่เขาเลือก เพราะโดยหลักประชาธิปไตยแล้ว ทุกคนมีสิทธิเลือกผู้นำ ได้คนละ 1 เสียงเท่านั้น ไม่ว่าจะยากดีมีจน ผิวขาว ผิวดำ ทุกคนจะต้องได้รับการเคารพ ในความเท่าเทียมกันของมนุษย์
ซึ่งความไม่เท่าเทียมกันนี่แหละครับ กำลังพัฒนา และจะกลายไปสู่สงความระหว่างชนชั้นไปในที่สุด
ชัด แม่น ไม่ผิดซักโน้ต
เมพขิงๆ
ใครได้ไปวังน้ำเขียว คงได้แวะไปสวนลุงไกร ที่ปลูกผักไร้สารพิษ ขายราคามิตรภาพ ไม่แพง แล้วลุงไกรยังดีดกีต้าร์ร้องเพลงกล่อมขนที่ไปเที่ยวสวนแกด้วย
เพลงนี้แกบอกว่าต้องร้องให้คนมาเที่ยวฟัง วันละหลายสิบรอบ
เล่นบอลยาก
เสียบอลง่าย
ไหวพริบไม่มี
เทคติกโบราณ
ความขยันให้ศูนย์
ความกระหายในชัยชนะหมดไป
เสมอก็ได้ขอแค่เข้ารอบ
นอกเกมส์เมื่อมีโอกาส
ท้าต่อยถ้าจะแพ้
อวดเก่งว่าเป็นที่ 1
Credit : คุณ yorkshire terrier
พี่จะเอาฮาไปถึงไหนเนี่ยะ
เคยเป็นกันไหม ยิ่งแก่ ยิ่งฟังเพลงโบราณ
ได้มีโอกาสไปดู Mamma Mia! มาเมื่อประมาณเดือนที่แล้ว (แน่นอน เป็นบัตรฟรี อะไรหรูหราๆ ไม่ค่อยได้กินตังจากกระเป๋าผมหรอก) ไปนั่งดูกับหวานใจกันสองคน (หนูเบียร์ อ๊ะ ม่ายช่ายๆ)
นั่งดูๆไป เออ เพลงมันเพราะดีวุ้ย จังหวะโจ๊ะดีแท้ หนุกๆๆ
จบก็มาหาข้อมูลเพิ่ม ว่าเอ มันเพลงของใครหนอ และได้รู้ว่าเป็นเพลงของ ABBA โอ้วววว โบราณแท้ๆอีกแล้ว
เก็บเพลงรักนี้ให้เป็นของขวัญ
ให้เธอได้รับได้รู้หัวใจของฉัน
แม้คืนวันจะเปลี่ยนแปลงสักแค่ไหน
แต่ใจของฉันที่รักเธอนั้น
ต่อให้ต้องลงนรกหรือขึ้นสรวงสวรรค์
ฉันก็จะไม่มีวันมอบให้ใคร
จะมีเพียงเธอแค่เพียงคนเดียว
และจะมีแต่เธอ เธอแค่เพียงคนเดียว
และจะเป็นเพียงคนเดียวเสมอไป
ที่ฉันฝากชีวิต ทั้งหมดไว้
โดยไม่มีวันทวงกลับคืน
การลงทุนหุ้นคุณค่าหรือ Value Investment นั้น เราเจาะจงที่คุณค่าของกิจการนั้นๆ ว่า "ดี" มากแค่ไหน เราจะมองลึกลงไปถึงธุรกิจ ที่บริษัทนั้นทำ
ว่ามีความแข็งแรง สามารถทำกำไรกลับคืนผู้ถือหุ้นได้ต่อเนื่องอีกยาวนานและแข็งแกร่ง
บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีอยู่มากมายหลายร้อยบริษัท หากเราต้องการหาหุ้นคุณภาพดี โดยการลงลึกวิเคราะห์ธุรกิจให้ครบทุกบริษัทนั้น คงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นเราต้องมีเครื่องมือการกรองหุ้นที่ไม่ดีออกก่อน จะทำให้เราลงทุนได้ง่ายขึ้น
มีดัชนีชี้วัดบางตัว ที่นักลงทุนหุ้นคุณค่า ใช้เป็นเครื่องมือในการกรองหุ้นที่ไม่ดีออกไป ได้คร่าวๆ มาทำความรู้จักกันทีละตัว
ROA (Return of Asset) ค่านี้คือนำกำไรสุทธิมาหารด้วยสินทรัพย์ทั้งหมด ค่า ROA ยิ่งสูง หมายถึงความเก่งในการบริหารต้นทุนให้ได้ประสิทธิภาพการทำไรได้ดี สำหรับผมถ้าได้ ROA 20% ขึ้นไปถือว่าใช้ได้
ROE (Return of Equity) ค่านี้คือนำกำไรสุทธิมาหารด้วยส่วนผู้ถือหุ้น ROE ยิ่งสูง หมายถึงความเก่งในการสร้างกำไรจากเงินทุนของผู้ถือหุ้นได้ดี สำหรับผมถ้าได้ ROE 25% ขึ้นไปถือว่าใช้ได้
NPM (Net Profit Margin) กำไรสุทธิของกิจการ กิจการที่ดี ย่อมมีผลกำไรที่เติบโตต่อเนื่องและยั่งยืนเป็นเวลาติดต่อกันหลายๆปี
การเลือกคัดกรองด้วยดัชนีเพียงไม่กี่ตัวดังกล่าว ทำให้เราประหยัดเวลาในการเลือกหุ้นได้มาก
อย่าลืมว่าบริษัทที่เราจะลงทุนนั้น มีการดำเนินงานอยู่จริง มีพนักงานที่ทำงานอยู่จริง ไม่ใช่แค่อะไรที่เป็นราคาที่แกว่งๆอยู่บนกระดานของตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น
ดังนั้นกิจการที่ดี ย่อมสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้ดีครับ
หุ้นสองถึงสามเด้ง ภายในเวลา 4-5 ปี
นับจากนี้ 4-5 ปี หุ้นต่อไปนี้จะมีราคาสูงกว่าปัจจุบัน 2-3 เท่า (เช่น 7 บาท ขึ้นไป 14 - 21 บาท) บริษัทใดบ้าง มาดูกัน
MINT ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้กลุ่มโรงแรม ซึ่งทำกำไรเป็นส่วนมากของกิจการหายไปเยอะ แต่อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวมันอยู่ในยีนส์ของมนุษย์ เมื่อความกลัวหายไป ผู้คนจะหลั่งไหลกลับเข้ามาเหมือนเดิม ถึงตอนนั้น ราคาหุ้นก็จะเป็นไปตามผลประกอบการ เป้าหมาย 3 เด้ง
BH โรงพยาบาลอันดับ 1 ในภูมิภาคนี้ ต่างชาติเข้ามาผ่าตัดโรคร้ายแรงได้ในราคาถูกกว่าประเทศของเค้าเอง ขณะนี้เพิ่งเปิดตึกใหม่ รองรับผู้ป่วยได้มากกว่าเดิม เป้าหมาย 3 เด้ง
TNH อีกหนึ่งโรงพยาบาลที่ผลประกอบการดีขึ่นเรื่อยๆ ด้วยทำเลที่มีศักยภาพ สุวรรณภูมิเป็นเมืองใหม่ และเริ่มเปิดศูนย์การแพทย์เฉพาะทางมากขึ้น Margin มากขึ้น เป้าหมาย 2 เด้ง
CPALL เทพเจ้าแห่งธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ปัจจุบันมีสาขาเกือบ 5000 สาขา และกำลังขยายสาขาอีก 400-500 สาขาต่อปี ด้วย Brand ที่แข็งแกร่งและ Ecomomy of scale ขนาดนี้ เป้าหมาย 2 เด้ง
HMPRO อันดับหนึ่งในวงการสินค้าวัสดุก่อสร้าง ด้วยสาขาเกือบ 40 สาขา กระจายตามเมืองใหญ่ทั่วประเทศ และขยายอีกปีละ 2-4 สาขา เป้าหมาย 2 เด้ง
อีก 4-5 ปีข้างหน้ามาดูกัน
28 บล็อก หน้าถัดไป
Subscribe RSS