เพิ่งกลับมาจากสิงคโปร์คะ ไปคราวนี้ 4 วัน ห่างจากครั้งที่แล้ว 4 ปี ไม่น่าเชื่อว่าสิงคโปร์มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเยอะเลย เราเขียน Blog ไว้แล้วที่ web ส่วนตัวเลยอยากเอามาแชร์ที่นี่ด้วยค่ะ :D
อากาศร้อนๆแบบนี้มาทำขนมเย็นๆทานกันดีกว่าค่ะ
โจทย์ของเรา
- ขนมเย็นๆหวานๆ
- หน้าตาไฮโซ
- แถมทำง่ายด้วย
อืมม... คิดออกเมนูเดียวเลย "พานนาคอตตา" นี่แหละค่ะ
พานนา คอตตา (Panna Cotta) เป็นขนมหวานสัญชาติอิตาลี่ เวลาไปทานอาหารร้านอิตาเลี่ยนลองเปิดดูเมนูขนมนะคะ รับรองว่าต้องเจอเจ้าพานนา คอตตา แน่นอน สนนราคาตามความหรูของร้านเลยค่ะส่วนใหญ่ 100บาทขึ้นไปทั้งนั้นเลย ซี๊ดดด
ว่าแล้ว มาลองทำกันดีกว่าค่ะ สูตรนี้เปิดมาจาก Maymade เหมือนเดิมค่ะ (Vol2 หน้า 72-73) แต่เรามีปรับนู่นนี่นิดหน่อยให้อร่อยถูกใจเรามากขึ้นค่ะ
มาเริ่มกันเล้ยย
ส่วนผสมของ พานนา คอตตา จากซ้ายไปขวาบนลงล่างนะ
1. น้ำตาล ครึ่งถ้วยตวง (ตามสูตรเค้าใช้ 1 ถ้วยตวงเลย แต่เราไม่ชอบหวานมากเลยลดมาครึ่งนึง)
2. ผงเจลาติน 3 ช้อนชา (ต้องเป็นผลเจลาตินนะคะ ใช้ผงวุ้นไม่ได้มันจะไม่แข็งค่ะ อันนี้ซื้อมาจากร้านขายอุปกรณ์ทำขนม 100กรัม 50บาท ผงเจลาตินใส่เยอะมันก็จะแข็งไปนะคะ ต้องลองทำแล้วปรับอัตราส่วนที่ตัวเองชอบดูค่ะ)
3. กลิ่นวนิลา ครึ่งช้อนชา (ตามสูตรใช้ 1ช้อนชา แต่เราไม่ชอบกลิ่นวนิลาแรงๆเลยลดเหลือครึ่งช้อนชาพอ)
4. นมสดจืด 250 กรัม (ซื้อแบบขวดเล็กสุดก็ได้ค่ะ อันนี้เหลือครึ่งขวดไว้กินเปล่าๆด้วย)
5. วิปครีม 500 กรัม (กล่องนี้ซื้อจาก Tops Super 156 บาท 946 กรัมค่ะ ทำได้ 2 ทีเลย)
6. ส้ม 1 ผล (ซื้อมาจาก Tops Super เหมือนกันประมาณลูกละ 18 บาทค่ะ)
7. ผลไม้กระป๋อง (เราเอาง่ายค่ะไม่ทำซอสราดเอง ซื้อผลไม้กระป๋องมาใช้เลย อันนี้เป็นลูกพีชเชื่อม เพราะคนทานชอบพีช กระป๋องนี้ประมาณ 120 บาทค่ะ)
ขั้นตอนที่ 1 ขูดเปลือกส้มค่ะ เพราะเราอยากให้พานนา คอตตา เรามีกลิ่นหอมส้มด้วย ส่วนเนื้อส้มกินเปล่าๆโลดค่ะ เราใช้แต่เปลือก ลูกเบ้อเร้อได้เปลือกจี๊ดเดียวเอง
ขั้นตอนที่ 2 ใส่ผงเจลาตินลงในนมสดจืด ทิ้งไว้ 3-5 นาที
ขั้นตอนที่ 3 เอาวิปครีมตั้งไฟค่ะ ใช้ไฟอ่อนๆค่ะ ใส่น้ำตาลทราย และ เปลือกส้ม ลงไปคนไปเรื่อยๆจนน้ำตาลทรายละลาย
ขั้นตอนที่ 4 เอานมที่แช่ผงเจลาตินไว้มาใส่ลงในวิปครีมค่ะ คนให้เข้ากัน
ขั้นตอนที่ 5 ใส่กลิ่นวนิลาลงไป คนให้รู้สึกว่าทุกอย่างละลายเข้ากันหมดแล้ว ก็ยกลงได้ค่ะ
ขั้นตอนที่ 6 จัดเตรียมพิมพ์พร้อมที่กรองไว้ค่ะ เทส่วนผสมลงในพิมพ์ค่ะ (พิมพ์ถ้วยพลาสติกซื้อมาจากร้านไดโซะ 5 ถ้วย 60 บาทค่ะ สวยเชียว)
ขั้นตอนสุดท้าย เมื่อเทลงพิมพ์จนครบแล้ว ก็เอาเข้าแช่ตู้เย็นอย่างน้อย 5 ชั่วโมงค่ะ ถึงจะพร้อมเอาออกมาทานได้ จากภาพจะเห็นเปลิอกส้มติดที่กรองมาค่ะ (สูตรนี้ได้ประมาณ 6 ถ้วยค่ะ)
เวลาเสิร์ฟเค้าจะเสิร์ฟเย็นๆ ราดชอกโกแลต หรือ ซอสผลไม้ค่ะ เนื่องจากพานนา คอตตา จะออกหวาน น่าจะเหมาะกับผลไม้รสเปรี้ยวมากกว่า แต่คนทานที่บ้านเค้าชอบทานพีชเราเลยเอามาใช้เสิร์ฟคู่กับพานนา คอตตาของเราค่ะ (พีชกระป๋องนี้ก็แช่เย็นมาเหมือนกัน)
นี่ไงมาแว้ว วิธีแกะพานนา คอตตา ให้จุ่มก้นพิมพ์ในน้ำอุ่นประมาณ 10วินาที แคะข้างๆนิดหน่อย ก็คว่ำพิมพ์ได้เลยค่ะ
อย่างที่บอกว่า จริงๆแล้ว พานนา คอตตา มีรสหวานน่าจะเหมาะกับซอสผลไม้เปรี้ยวมากกว่า เลยเอาสูตร ซอสสตรอเบอร์รี่มาให้ด้วยค่ะ
ส่วนผสมของสตรอเบอร์รี่ซอส
1. น้ำส้ม 1/4 ถ้วยตวง
2. น้ำตาล 2 ช้อนชา
3. สตรอเบอร์รี่ 300 กรัม
วิธีทำ
เอาน้ำส้ม กับ น้ำตาลตั้งไฟ พอน้ำตาลละลายหมดก็ใส่สตรอเบอร์รี่ลงไป ต้มต่อประมาณ 3 นาที แล้วยกลง รอให้เย็นก็เก็บเข้าตู้เย็นได้เลยค่ะ เวลาเสิร์ฟพร้อมพานนา คอตตา จะได้เย็นๆ
ซอสสูตรนี้จะค่อนข้างเปรี้ยวนะคะ ยังไงตอนทำลองชิมๆ ถ้าไม่ชอบเปรี้ยวมากก็เพิ่มน้ำตาลได้ (ต้มไปๆ น้ำจากสตรอเบอร์รี่จะออกมาด้วย)
มาแว้วว พานนา คอตตา ราดซอสสตรอเบอร์รี่ นอกจากจะเข้ากันมากกว่า แล้ว สีสันยังสวยดูไฮโซมั๊กๆค่ะ
ใครมีสูตร พานนา คอตตา อื่นๆ เอามาแบ่งกันบ้างนะคะ สูตรนี้จบเท่านี้ค่ะ บ๊ายบายยย
เมนูที่ 2 มาแล้วค่ะ อันนี้เป็นเมนูโปรดเลย ไม่เคยเห็นขายตามร้านข้าวแกงเลยไม่รู้จะเรียกว่าอะไร ขอเรียกตามส่วนผสมที่ใส่ละกันค่ะมันคือ "ผัดถ้่วหมูสับไส่ไข่" ค่ะ
เราว่าทำง่ายกว่าหมูผัดหนำเลี๊ยบอีกค่ะ มาดูส่วนผสมกัน
ส่วนผสมของผัดถั่วหมูสับใส่ไข่
1. ถั่วฝักยาว 8 เส้น (เมนูนี้เน้นหมูเยอะๆค่ะ ใส่ถั่วผักยาวนิดหน่อยพอ)
2. หมูสับ 2ขีดครึ่ง
3. พริกขี้หนูกับกระเทียมตำละเอียด
4. ไข่ไก่ 2 ฟอง
พริกนี่แล้วแต่ความเผ็ดที่รับได้ค่ะ สูตรนี้ใส่เผ็ดหน่อยทานกับข้าวสวยร้อนๆจะอร่อยมากค่ะ
มาผัดกันเลยดีกว่า
ขั้นตอนที่1: ใส่พริกกับกระเทียมตำละเอียดลงไปในน้ำมันร้อนๆ ผัดๆนิดหน่อยให้พอฉุนๆ
ขั้นตอนที่2: ใส่หมูสับลงไปผัดๆจนหมูสุก
ขั้นตอนที่3: ใส่ไข่ลงไปค่ะ
ใช้ตะหลิวพลิกไข่ไปมา2ทีพอ ไม่ต้องผัดเยอะค่ะ เดี๋ยวไข่มันไม่จับกลุ่มกัน
ขั้นตอนที่4: ใส่ถั่วฝักยาวลงไปผัดๆ
ขั้นตอนที่5: ใส่น้ำลงไปหน่อยนึงค่ะ ประมาณ1ตะหลิว แล้วก็ผัดๆ ตามความชอบ ชอบถั่วนิ่มก็ผัดนานหน่อยค่ะ
ขั้นตอนสุดท้าย อะไรจะง่ายขนาดนี้: ปรุงรส ใส่ซีอิ้ว 2 ตะหลิว, น้ำตาลทราย 1ช้อนชา, ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ (อันนี้กะจากที่แม่ใส่ๆเหยาะๆ) ผัดต่ออีกนิดก็เสร็จแล้วค่ะ
ได้แล้วผัดถั่วหมูสับใส่ไข่ อร่อยแรง คริ
การันตีโดยคุณแม่ค่ะ แม่เป็นคนลงมือผัดให้เลย ไม่ต้องชิมด้วยเมพขิง แม่บ่นว่าจะไม่อร่อยก็เพราะต้องให้หยุดถ่ายรูปนี่แหละ 555 มื้อเย็นนี้ลองทำดูนะคะ ง่ายมากๆเลย :D
นอกจากขนมแล้วช่วงนี้เริ่มมีเวลาเลยมาหัดทำอาหารด้วยค่ะ
ส่วนตัวเป็นคนที่ไม่เคยทำอาหารทานเองแบบจริงจังเลย แต่อาศัยเคยเป็นลูกมือให้แม่ (แม่ทำอาหารอร่อยมว๊ากก) เลยคิดว่าถ้าจะหัดทำอาหารก็ขอสูตรแม่นี่แหละแหล่มเริ่ด
พอคิดได้ดังนี้เลยลองนั่งนึกๆว่าแม่ทำอะไรอร่อยบ้าง ปรากฎว่ามีเยอะเกิน 20เมนู!! เลยเป็นที่มาของ ซีรีย์ Blog ใหม่ "ฮันนี่เมนู" ค่ะ
เมนูแรกที่ลอง คือ หมูผัดหนำเลี๊ยบ เป็นกับข้าวต้มที่ร้านอาหารขายแพ๊งแพง แต่จริงๆทำง่ายนิดเดียวค่ะ
ส่วนผสมของหมูผัดหนำเลี๊ยบ
1. หมูสับ อันนี้ 3 ขีด ซื้อมาจาก Tops 40 บาท
2. กระเทียม 5 กลีบ
3. ต้นหอมซอย 3 ต้นไม่ใหญ่มาก
4. หนำเลี๊ยบ (แต่เราใช้ หนำบ๊วยค่ะ มันคือเนื้อหนำเลี๊ยบล้วนๆ) ประมาณ 3-4 เม็ด
5. พวกเครื่องปรุง ได้แก่ ซีอิ้ว น้ำตาล และ น้ำมันผัด
หนำบ๊วย เราซื้อมาจากตลาดเยาวราชค่ะ มีขายหลายร้านถามเค้าได้เลย ห่อนึง 50 บาท เยอะมากๆ ประมาณ 15 เท่าของถ้วยนี้ได้ผัดกินได้นานแสนนาน :D
คนที่ไม่สะดวกไปเยาวราชก็ซื้อหนำเลี๊ยบเม็ดจากซุปเปอร์มาแกะเนื้อเองก็ได้ค่ะ
ขั้นตอนการทำ
Step1: เอาหนำบ๊วยมาหั่นๆให้เป็นชิ้นเล็กๆ
Step2: เอาหนำเลี๊ยบมาคลุกกับหมูสับค่ะ ใช้มือนี่แหละขยำๆให้เข้ากัน
คลุกเสร็จแล้วจะได้หน้าตาแบบนี้ค่ะ สีหมูสับจะเข้มๆนิดนึง
Step3: เริ่มผัดแล้วค่ะ ตั้งกระทะใส่น้ำมันพอประมาณ พอน้ำมันร้อน ใส่กระเทียมลงไปพอให้เหลืองๆ ก็ใส่หมูลงไป
Step4: พอกระเทียมเหลืองสวยๆ ก็เอาหมูที่คลุกไว้ใส่ลงไปเลยค่ะ ใช้ตะหลิวยีๆให้หมูที่คลุกแตกออกมาจะได้สุกง่ายค่ะ
Step5: ผัดไปเรื่อยๆจนมั่นใจว่าหมูสุกแล้ว ไม่น่าเกิน 3 นาที ก็ปรุงรสค่ะ ลองชิมๆดูว่า ok มั้ย สูตรเราจะใส่ซีอิ้วขาวนิดหน่อยให้หอมๆ และน้ำตาลนิดเดียวประมาณ 1 ช้อนชา ในขั้นตอนนี้ ปรุงรสเสร็จใส่ต้นหอมซอยลงไป
Step6: ผัดต่ออีกแป๊บเดียว (ไม่เกินนาทีเดี๋ยวต้นหอมเหี่ยว) เสร็จแล้วตักใส่จานได้เลย
เสร็จแล้วค่ะ หมูผัดหนำเลี๊ยบสูตรของแม่เรางิ
การทำอาหารได้สูตรมาแล้วก็ต้องปรับให้ถูกปากตัวเองหรือคนทานมากที่สุดค่ะ สูตรเราจะบอกวิธีทำให้แต่ไม่ได้บอกส่วนผสมเป๊ะๆ เนื่องจากเป็นสูตรแม่ แม่ก็ใช้กะๆชิมๆ และใช้ประสบการณ์จากการทำหลายๆครั้ง ส่วนเราครั้งแรกคราวหน้าจะปรับปรุงดังนี้ค่ะ
สิ่งที่ต้องปรับปรุง
1. ลดปริมาณหมูลง 3 ขีดเยอะเกินไป กินกันไม่หมด คราวหน้าว่าจะลดเหลือขีดเดียวเลย เวลาเสิร์ฟบนโต๊ะยิ่งน้อยยิ่งมีคุณค่านะ คิดเองฮ่าๆ
2. เพิ่มปริมาณหนำเลี๊ยบอีก ให้สีเข้มๆกว่านี้ เพราะทุกคนอยากได้รสชาดของหนำเลี๊ยบแรงๆ อันนี้แล้วแต่ความชอบค่ะ
3. ลดปริมาณน้ำมันลง ในรูปขั้นตอนที่ 3 เราใส่น้ำมันเยอะไปหน่อยมันเลยออกมามันๆ คราวหน้าต้องลดลงเหลือพอทอดกระเทียมได้ก็พอค่ะ
เสร็จแล้ว ลองทำกันดูนะ ได้ผลยังไงบอกด้วยนะงิ
ตะลุยกินเยาวราชมาถึงตอนที่ 3 แล้วค่ะ (ใครอยากอ่านตอนเก่า คลิ๊ก -> ตอนที่1, ตอนที่2)
คราวนี้ขอไปทานกันกลางวันบ้าง ร้านนี้ทานมานานมากตั้งแต่เด็กๆเลยค่ะ เวลาบอกเพื่อนก็จะเรียกว่า เกี้ยมอี๋ในตำนาน เพราะรู้สึกว่าอร่อยมากและบางทีไปก็หมดบ้าง ไม่ขายบ้าง ว่าจะถามเบอร์ถามชื่อร้านก็ไม่ได้ถามซักที เพราะไปถึงทีไรก็หน้ามืดกิน กิน กิน จนอิ่มตึ๊ดลืมสิ้นไปทุกครั้ง :D
แต่คราวนี้ตั้งใจแล้วว่าจะมาเขียน Blog ตะลุยกินเยาวราชต่อเลยถามเจ๊เจ้าของร้านจนได้รู้ว่าชื่อร้าน เกี้ยมอี้ (สูตรน้้ำพริกเผา) มีเจ๊ชุงเป็นเจ้าของร้านค่ะ
เมนูประจำของเราเป็น เกี้ยมอี๋หมูสับไม่ใส่เครื่องในค่ะ อร่อยโฮก
น้ำซุปร้อนๆรสชาดกลมกล่อม หมูสับอร่อยล้ำเกินบรรยาย
ปลาหมึกกรอบ เป็นชิ้นไม่ใหญ่มาก เคี้ยวกรุบหนุบหนับ
และที่ขาดไม่ได้ น้ำพริกเผา เราชอบมากต้องใส่เยอะๆเลย
อันนี้จัดมา 4-5 ช้อนพูน
แดงแปร๊ด พร้อมกิน
วันนั้น หิวมากเลยจัดเกาเหลาไม่งอกอีกชาม
ได้หมูสับมาเพียบเลยอ่ะ
อันนี้เป็นหน้าตาบะเต็งค่ะ เค้าจะใส่ให้ทุกชามอยู่แล้ว
อร่อยอิ่มตึ๊ดเหมือนเคย เกี้ยมอี้ ราคาชามละ 30 เกาเหลา 40 บาท
ร้านเปิดทุกวัน 8:30 - 14:30 วันธรรมดาอาจจะมีหยุดบ้างอะไรบ้าง ยังไงลองโทรไปถามเจ๊ชุงกันดูก่อน เดี๋ยวไปเก้อเน้อ
หน้าร้านค่ะ อันนี้ลูกชายเจ๊ชุง (ต้นตำรับเป็นคุณพ่อเค้า แต่อาเฮียเสียไป 3 ปีแล้ว ลูกชายมาช่วยทำต่อ)
บรรยากาศร้าน มีโต๊ะ 2 แถว นั่งลำบากๆหน่อย ได้ฟิลดีฮะ
มองจากมุมนี้ เห็นร้านบะหมี่จับกังอยู่ทางขวามือ คือร้านเค้าติดกันเลย
พิกัดร้านอยู่ซอยเจริญกรุง 23 หันหน้าเข้าวัดเล้งเน่ยยี่แล้วเดินขวามาเรื่อยๆ หรือใครเคยกินบะหมี่จับกัง ก็อยู่ซอยเดียวกัน เลยร้านบะหมี่จับกังก็ร้านเกี้ยมอี๋แล้ว
ใครไปกินแล้ว หรือใคยเคยกิน ชอบไม่ชอบยังไงมาบอกกันบ้างนะคะ :D
เมื่อต้นปีที่แล้วได้เขียน Blog เรื่อง "มาลดความอ้วนด้วย กล้วยมื้อเช้า กันเล็ทซึโก Banana Diet" มีคนสนใจวิธีการนี้เพียบเลย มีทั้งเข้ามาคอมเมนต์ที่ Blog, หลังไมค์มาถาม, ถามทาง twitter facebook
ส่วนใหญ่จะถามว่า
- ทำแล้วทำไมไม่ผอม
- หากล้วยไม่ได้กินอย่างอื่นได้มั้ย
- ทานกาแฟได้รึเปล่า
- กินกล้วยแล้วหิวอยู่ทำยังไงดี
ซึ่งบางทีก็เราไม่ได้คอยดูทำให้ตอบช้าไป คนถามก็ถอดใจเลิกไปซะก่อน
เราเลยไปเปิด fanpage MorningBananaDiet ไว้ที่ facebook ให้เพื่อนๆที่ใช้วิธีนี้ได้มาช่วยตอบและให้กำลังใจกัน ซึ่งก็ช่วยได้เยอะเลย หลายคนทำสำเร็จน้ำหนักลดได้ตามเป้าหมายที่คาดไว้ หลายคนทำไม่สำเร็จ ท้อใจ เริ่มใหม่หลายรอบ
ของเราเองทำมา 1 ปีแล้วแต่ต้องยอมรับว่ามีวอกแวกบ้าง หลุดบ้าง ช่วงไปเที่ยวก็หากล้วยไม่ได้บ้าง กินเยอะๆหลัง 2 ทุ่มบ้าง หลายอย่างค่ะ แต่น้ำหนักก็ไม่ได้ขึ้นมามาก เพราะเราจะพยายามกลับมาสู่กล้วยมื้อเช้าให้ได้ (สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่าวิธีกล้วยมื้อเช้าทำยังไงให้ดูที่ Blog เก่า นะคะ)
จนกระทั่งเมื่อกลางปีที่แล้วมีหนังสือเล่ม 2 ออกมาค่ะ (ว่าจะเอามาเขียน Blog แนะนำหลายทีแต่ก็ไม่ว่างซักทีจนเห็นว่าเริ่มมีคนเข้าใจผิดซื้อเล่ม2 แล้วไม่ซื้อเล่มแรกเยอะเลย เราเลยว่าเอามาแนะนำซะหน่อยดีกว่า)
ตอนแรกก็ งงๆ ว่าเอ๊ะทำไมมีภาคต่อ หรือจะแนะนำให้ทานผลไม้อื่นๆ แต่พอเปิดดูก็ถึงบางอ้อค่ะ
สรุปความแตกต่างระหว่างหนังสือเล่ม 1 และ เล่ม2
เล่ม 1 เป็นหลักการของกล้วยมื้อเช้าเพรียวๆ อธิบายละเอียดเลยว่าทำไมหลักการของกล้วยมื้อเช้าถึง work , มีตัวอย่างของคนที่ปฏิบัติแล้วเห็นผลแตกต่างกันมาเล่า, มีภาพประกอบที่ทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น และ มีคำตอบของ FAQ ต่างๆ ที่คนถามคุณฮามาจิเจ้าของคอนเซ็ปต์มา
เล่ม 2 จะเน้นเรื่องการจดไดเอ็ทไดอารี่ค่ะ เล่มนี้จะชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการจดไดอารี่ และการมีเพื่อนที่ช่วยอ่านไดอารี่ของเรา(ในหนังสือเค้าเรียกว่า สหายกล้วย) โดยในครึ่งเล่มหลังจะเป็นส่วนว่างๆให้เราจดไดอารี่ได้เลยค่ะ
มีหลักการต่างๆ ให้เราทำตาม เช่นก่อนจะเริ่มจดไดอารี่ก็จะเจอหน้านี้ คือจะบอกว่าให้เราจดยังไง ดูหลักการต่างๆที่หน้าไหน เช่น สหายกล้วยต้องอ่านหลักการหน้า 67 ก่อนนะ ประมาณนี้ค่ะ
หน้าในๆ ก็จะมีสอดแทรกหลักปฏิบัติต่างๆไว้ เช่นหน้านี้เมื่อครบ4สัปดาห์แล้วมีเช็กผลระหว่างทาง เป็นยังไงบ้าง มีที่ให้สหายกล้วยคอมเมนต์ด้วย
อันนี้คือหน้าให้จดๆไดอะรี่ ซึ่งจะมีที่ให้จดไดอารี่ได้ 12 สัปดาห์ค่ะ
สำหรับเรา การจดไดอารี่สำคัญจริงๆค่ะ เพราะมันจะช่วยให้เราได้ทบทวนตัวเองในแต่ละวันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เราทานอะไรเยอะไปมั้ย หรือทานอาหารเย็นช้าไปรึเปล่า ซึ่งจะผอมหรือไม่ผอมเนี่ยอ่านไดอารี่ย้อนหลังบอกได้จริงๆเลยค่ะ
ยังคงแนะนำให้ซื้อหนังสือเล่ม 2 มาอ่านกันนะคะ โดยเฉพาะคนที่ทำแล้วหลุดอยู่เรื่อย หรือคนที่ทำแล้วไม่เห็นผอมเลย ยิ่งน่าซื้อเล่ม2มาลองจดลงไปในหนังสือเลยค่ะ เพราะมันช่วยได้จริงๆ (หนังสือเล่ม2 ราคา 150บาท)
ส่วนเราตอนแรกจดในหนังสือแล้วไม่ค่อยถนัดเลยมาจดใน internet แทน โดยใช้หลักการจดตามในหนังสือเล่ม2ค่ะ
อันนี้เป็นตัวอย่าง ไดอารี่ จากหนังสือเล่ม1หน้า 103
มื้อเช้า 07:10 กล้วย 2 ลูก, น้ำเปล่า
มื้อกลางวัน 12:00 ข้าวกล่องเอามาเอง (เค้าจดละเอียดเลยว่าอะไรบ้าง), ไก่ทอด 2 ชิ้น, น้ำเปล่า
อาหารว่าง 15:00 ช็อกโกแลตบาร์ครึ่งแผ่น, น้ำเปล่า
มื้อเย็น 19:00 ข้าวแกงกะหรี่ 1 จาน, สลัดมันฝรั่ง, ซุป, น้ำเปล่า
มื้อดึก 21:00 ส้ม 2 ลูก, น่ำเปล่า
เวลานอน 23:30
ออกกำลังกาย หายใจเข้าออกลึกๆ ก่อนอาหาร
การถ่าย ดีมาก
น้ำหนัก 59.8 กิโล เทียบกับอาทิตย์ที่แล้ว -0.5 โล
ข้อคิดเห็น
วันนี้งานยุ่งมากๆ สงสัยช่วงนี้ต้องทำโอทีซักหน่อยแล้ว วันนี้หายใจเข้าออกลึกๆ ก่อนอาหารได้ครบทุกมื้อ เคี้ยวข้าวละเอียดๆค่อยๆให้ลิ้นรับรู้รสชาดได้แล้ว
หวังว่า Blog นี้จะช่วยให้เพื่อนๆ เข้าใจเรื่องกล้วยมื้อเช้า และความแตกต่างของหนังสือทั้ง2เล่มมากยิ่งขึ้นนะคะ ใครเริ่มแล้ว หรือใครกำลังจะเริ่มใหม่ยังไง แนะนำให้ไปเยี่ยมชม fanpage MorningBananaDiet ค่ะ มีเพื่อนร่วมอุดมการณ์อยู่เพียบเลย
คนไหน งง หรือสงสัยอะไรเกี่ยวกับหลักการนี้ถามมาได้นะคะ ในฐานะที่ทำมา 1 ปีแล้วจะช่วยตอบเต็มที่เลยค่ะ :D
follow twitter กันได้ที่ @preediwan ค่ะ
จาก Blog ตะลุยกินเยาวราชตอนที่แล้ว (ตะลุยกินเยาวราช ตอนที่1 ก๋วยจั๊บ - คั่วไก่ - แปะก้วย) น่าจะช่วยเป็นลายแทงให้เพื่อนๆที่คิดไม่ออกว่าไปเยาวราชจะกินอะไรดีได้เยอะเลย คราวนี้มาต่อตอนที่ 2 ไม่ค่อยเหมือนตะลุยกินเท่าไหร่ เพราะมีมาแนะนำร้านเดียวเอง แต่รับรองเด็ดถูกใจคอปลาท่องโก๋ เพราะมันคือร้าน ปลาท่องโก๋ย่าง!! ค่ะ
ร้านนี้เป็นรถเข็น ตั้งอยู่ตรงหัวถนนเยาวราช หน้าปากซอยสุกี้เทคซัสตรงที่เค้าขายอาหารทะเลร้านสีเขียวกับสีแดงนั่นแหละค่ะ รถเข็นร้านปลาท่องโก๋ย่างจะอยู่ฝั่งริมถนนร้่านสีเขียวค่ะ
หน้าตารถเข็นเป็นแบบนี้ค่ะ ดูวัยรุ่นเชียว แต่ป้่ายบอกว่าขายมาตั้งแต่ปี 1933 แล้วนะ คือร้านใหญ่เค้าอยู่ตรงวันบวรขายมาตั้งแต่ปี 1933 แล้ว ส่วนปลาท่องโก๋ย่างเพิ่งจะเ่ิริ่มมาได้ 5 ปีเองค่ะ
ป้ายหน้ารถบอกว่า หอมขึ้น กรอบขึ้น ไขมันน้อยลง ว้าวว!!!
แอบงงว่าทำไมไขมันน้อยลง คนขายเค้าก็บอกว่า เพราะเค้าทอดน้อยมันยังไม่ได้อมน้ำมันมาก แล้วพอเอามาปิ้งน้ำมันก็ระเหยออกไปอีก
ปิ้งไม่นาน ก็ทานได้แล้วค่ะ คนขายตั้งใจมากๆเลย คล่องแคล่วเชียว
ปลาท่องโก๋ย่างเลือก Topping ที่จะราดได้ค่ะ มีสังขยา สตรอเบอร์รี่ ช๊อคโกแล๊ต นมข้น และ ส้ม ส่วนราคาอยู่ที่ 30 บาท
เสร็จแล้วหน้าตาเป็นแบบนี้ เราเลือกเบสิกสุดราดนมข้น อร่อยมากๆเลย หอม & กรอบพอดีๆ แนะนำให้ทานตอนออกมาจากเตาร้อนๆจะอร่อยมากๆ ของเราพอได้มาปุ๊บก็จิ้มกันยิกยังไม่ัทันหายร้อนก็หมดซะแ้ล้วค่ะ :D
เยาวราช แหล่งของกินอร่อยโฮก มีของกินเยอะมากๆ ไม่ว่าจะเป็น ก๋วยจั๊บนายอ้วน ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่กระทะทองเหลือง แปะก้วย บัวลอยน้ำขิง จุ๋ยก้วย หมี่จับกัง ข้าวแกงกะหรี่ โจ๊กหมูเด้ง ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น กุ้งเผา หอยนางรมสด เกี๋ยมอี๋หมูสับ เกาลัด กุ้งอบวุ้นเส้น... นู้นนี่โน่นนน โอ้ยเยอะไปหมด
บางทีของกินอาจจะเยอะไป จนเลือกไม่ถูกเลย ในฐานะคนที่ไปกินมาหลายที แล้วโดนเพื่อนถามบ่อยๆว่าไปกินอะไรที่เยาวราชดี เลยจัดมาให้ลองดูกัน
เนื่องจากไปบ่อย เลยขอจัดมาเป็นตอนๆดีกว่า เพราะเยาวราช ไปกลางวันกับกลางคืน เมนูการกินก็จะต่างกันด้วย
สำหรับตอนแรกนี้ ขอนำเสนอสูตรที่ทำประจำเวลาไปเยาวราชตอนกลางคืน คือ ก๋วยจั๊บนายอ้วน-ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่กระทะทองเหลือง และ แปะก้วย แต่วันนี้มีพิเศษด้วยคือ แฮ่กึ้น และ ซื้อจุ๋ยก้วย กับ อกเป็ดอบกลับบ้าน
ออกจากบ้านตอนทุ่มครึ่งแล้ว มาถึงเยาวราชก็ประมาณ 2 ทุ่มนิดๆ เนื่องจากเป็นวันอาทิตย์ที่พรุ่งนี้หยุดอีกวัน คนเลยเยอะเป็นพิเศษเลย ปกติถ้าขับรถมาจะไปจอดที่ ตึกจอดรถ 24ชม. ตรงฝั่งซ้ายมือก่อนถึงตลาดเก่า ชั่วโมงละ 40 บาท (ไม่กล้าจอดข้างทางเพราะน้องเคยโดนทุบรถ ไม่คุ้มกันนะ)
ร้านแรก ก๋วยจั๊บนายเล็ก(อ้วน) หรือ ก๋วยจับนายอ้วนที่คนชอบเรียกกัน คนรอเยอะตลอดแต่ไม่ต้องกลัวคิวเร็วมาก มีที่ให้นั่งด้านในซอยด้วย รอแป๊บเดียวได้กินแล้ว ความพิเศษของก๋วยจั๊บร้านนี้คือ น้ำซุปที่เผ็ดร้อนพริกไท เข้ากันกับ เส้นที่นุ่มหนึบไม่เละ และ หมูกรอบอร่อยเหาะ ใส่น้ำส้มซะหน่อยกินแล้วคล่องคอมาก
ชามนี้ กรอบ เพาะ (หมูกรอบกับกระเพาะ) ถ้าทุกอย่างจะมี ลิ้น กับ หัวใจเพิ่มมา แต่เราชอบกิน 2 อย่างเลยเลือกเน้นๆ ไม่สั่งพิเศษเพราะเตรียมไปกินต่อร้าน 2 เดี๋ยวอิ่มไป (ชามละ 35 พิเศษน่าจะ 45) 
อันนี้สั่งมากินเล่นแกล้มได้ ของร้านข้างๆอร่อยดี แฮ่กึ้น 55 บาท
ก่อนจะไปร้านสองให้แวะมาซื้อ จุ๋ยก้วยร้านนี้ก่อน ปกติชอบซื้อกลับบ้าน ให้หันหน้าเข้าร้านก๋วยจั๊บแล้วเดินมาทางขวามือนิดนึงจะเห็นร้านนี้อยู่ เราว่าจุ๋ยก้วยร้านนี้อร่อยสุดตั้งแต่เคยกินมาเลย รสชาดกลมกล่อมมาก สังเกตุพี่คนขาย อย่าไปผิดร้านหล่ะ ชุดละ 25 บาท
เสร็จแล้วก็ข้ามถนนจะเจอร้านก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่กระทะทองเหลืองร้านนี้ อยู่ทางเข้าตลาดเก่าเลย อร่อยโฮก จุดเด่นคือเส้นที่หอมควันไฟ ไม่แห้งจนเกินไป กับ ปลาหมึกกรอบที่กรอบจริงๆ
คุณลุงคนผัดตั้งใจทำมาก เคยถ่าย video ไว้นานแล้ว ขอเอามา share ซะหน่อย
ธรรมดาชามละ 30 บาทได้จิ๊ดเดียว
อันนี้พิเศษ 50 บาทจะได้เยอะหน่อย
หลังจากทานก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่เสร็จ ก็ข้ามถนนกลับไปแล้วเดินไปทางซ้ายของร้านก๋วยจั๊บเรื่อยๆ จะเจอร้าน ฮะ กี่ ลิ้ม จิง เฮียง เป็นร้านขายหมูหยองสว่างๆ ลองซื้อ อกเป็ดอบชานอ้อยกลับไปกินกับข้าวต้มที่บ้านตอนเช้าสิ อร่อยมั๊ก เค้าจะชั่งกิโลขายไม่รู้โลละเท่าไหร่ แต่ซื้อทีไรก็จะตกชิ้นละประมาณ 40 บาท
พอเลยร้านฮะกี่มาแป๊บนึงจะเจอร้านสุดท้ายของตอนนี้ คือร้านแปะก้วยป้ายส้มนี่เอง จุดสังเกตุคือพี่ผู้หญิงคนขาย ป้ายร้านสีส้ม และผนังไม้ด้านหลัง ร้านจะอยู่หน้าร้านทองเซ่งเฮงหลี
เราว่าแปะก้วยร้านนี้อร่อยสุด เมนูประจำคือ แปะก้วยเย็นน้ำลำไย เทคนิคคือพอแปะก้วยมาแล้วให้รีบกินเลยอย่ารอช้า เพราะตอนมาใหม่ๆแปะก้วยจะกำลังนุ่มพอดีๆ ถ้าปล่อยนานไปแปะก้วยจะแข็งตัวไม่อร่อย เมนูอื่นๆที่เคยสั่งแล้วอร่อยก็เช่น แปะก้วยนมสด บัวลอยน้ำขิง และ รังนก
จบแล้วตอนที่ 1 ไว้ตอนหน้าจะมา review เมนูเยาวราชตอนกลางวันบ้างจ๊ะ....
สืบเนื่องจากเค้กกล้วยหอมใส่พิมพ์มันทานยากค่ะ เวลาจะกินก็ต้องมาตัดแบ่งเสียเวลา เลยขอปรับมาเป็นแบบถ้วยดีกว่า ทานง่ายอิ่มพอดีๆ แถมประหยัดไฟและประหยัดเวลา เพราะอบแค่แป๊บเดียวก็ได้กินแล้วค่ะ
วิธีทำก็ง่ายด้วย เราลองปรับสูตรนู้นนี่จนได้ออกมาเป็นสูตรของตัวเองเรียบร้อย อร่อยเหาะจนเพื่อนๆหลายๆคนตกใจเลยทีเดียว ฮ่าๆๆ อยากรู้ว่าอร่อยจิงมั้ยต้องลองทำกันนะคะ
ส่วนผสมของ Banana Chocolate Chip Cupcakes หรือ เค้กกล้วยหอมแบบถ้วยใส่ชอคโกแลตชิพ มีดังนี้

จากซ้ายไปขวา บนลงล่าง
1. กล้วยหอมสุก 2 ลูก เลือกลูกงอมๆมาเลย ดีใจไม่ต้องทิ้งแล้ว
2. แป้งสาลี 150 กรัม (แป้งบัวแดง เจ้าประจำ)
3. เนยจืด 90 กรัม
4. ผงฟู 1/2 ช้อนชา
5. เบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนชา
6. เกลือ 1/2 ช้อนชา
7. ไข่ไก่ 2 ฟอง
8. น้ำตาลทราย 100 กรัม
9. ชอคโกแลตชิพ ของ HERSHEY'S อร่อยสุด ใส่ตามชอบค่ะ
สูตรนี้จะแอบยากสำหรับคนที่ไม่มีอุปกรณ์ชั่งค่ะ เพราะเป็นกรัมหมดเลย แต่ไม่เป็นไรค่ะ มีทางแก้ให้ลองดู blog นี้ค่ะ -> การเปรียบเทียบมาตราส่วน ชั่ง ตวง ที่สำคัญๆ ในการทำขนม แล้วลองปรับสูตรจากกรัมเป็นถ้วยตวงดูค่ะ
มาเริ่มทำกันดีกว่าค่ะ
ขั้นตอนที่ 1 เตรียมกล้วยหอมโดยหั่นเป็นเล็กๆ เอาใส่ถ้วยแล้วใช้ช้อนบี้ๆให้ละเอียดค่ะ ไม่ต้องละเอียดมากก็ได้ค่ะ ให้เหมือนเหลวๆนิดนึงก็พอค่ะ
ขั้นตอนที่ 2 ตีเนยกับน้ำตาลทรายเข้าด้วยกัน มันจะสีอ่อนลง และขึ้นฟูแบบในรูปค่ะ (เทคนิคคือถ้าเนยแข็งมากให้เอาเข้า microwave แป๊บนึงค่ะ แต่อย่าให้เหลวเป็นน้ำนะคะ เอาแค่อ่อนตัวนิดนึง แล้วมาตีต่อ ไม่งั้นมันจะไม่ขึ้นฟูค่ะ)
ขั้นตอนที่ 3 ใส่ไข่ลงไปทีละฟอง แล้วตีให้เข้ากันค่ะ
ขั้นตอนที่ 4 ร่อนแป้งสาลี เกลือ ผงฟู Baking Soda เข้าด้วยกัน แล้วใส่ไว้อีกชามนึงค่ะ
ขั้นตอนที่ 5 ค่อยๆเติมแป้งลงในส่วนผสมเนยที่ตีไว้ เติมแล้วคนให้เข้ากันเรื่อยๆจนแป้งหมดค่ะ
ขั้นตอนที่ 6 ใส่กล้วยที่เตรียมไว้ลงไปค่ะ ขั้นตอนนี้ให้คลุกให้พอเข้ากัน ไม่ต้องตีนานนะคะ เดี๋ยวเนื้อเค้กกล้วยหอมจะแน่นเกินไปไม่ฟู จริงๆแล้วจะใส่ chocolate chip ลงในขั้นตอนนี้เลยก็ได้ค่ะ แต่เราจะทำทั้ง 2 แบบ คือทั้งเค้กกล้วยหอมธรรมดา กับ แบบที่มี chocolate chip เลยไม่ได้ใส่ค่ะ
ขั้นตอนที่ 7 เตรียมถ้วยค่ะ เอาถ้วยกระดาษใส่ลงในพิมพ์ เตรียมหยอดส่วนผสมค่ะ
ขั้นตอนที่ 8 ตักส่วนผสมใส่ถ้วยเลยค่ะ กะให้ได้ 3/4 ของถ้วย เผื่อที่ให้ส่วนผสมฟูขึ้นมาด้วยค่ะ

ขั้นตอนที่ 9 สำหรับถ้วยที่จะใส่ Chocolate Chip ก็จะตักซัก 1/3 ของถ้วยก่อน แล้วใส่ chocolate chip ลงไปแล้วค่อยหยอดต่อ แล้วก็โรย chocolate chip ไว้ข้างบนด้วย
ขั้นตอนที่ 10 หยอดเสร็จก็นำเข้าเตาอบค่ะ ที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส นาน 18 นาที (เรื่องเวลาขึ้นกับเตาอบด้วยค่ะ ลองทำดูแล้วถ้าสุกไปคราวหน้าก็ปรับได้ค่ะ)
เสร็จแล้วค่ะ อบออกมาแล้ว เค้กกล้วยหอมเราก็จะเหลืองหอมมากๆ ฟูขึ้นมาหน่อยนึงค่ะ
เอาถ้วยพิมพ์ออก ก็พร้อมเสิร์ฟได้เลยค่ะ ทานง่ายไม่ต้องตัดแล้วค่ะ ทำแจกเพื่อนๆได้เลยคนละอัน เวลาทานแนะนำให้ทานคู่กับน้ำชาร้อนๆ โอ้ยอร่อยแรงค่ะ
ขนมขึ้นฟู หน้าจะแห้งนิดนึง แต่ข้างในจะนุ่มค่ะ อันที่เราใส่ chocolate chip กัดไปก็จะเจอ chocolate chip ด้วย อร่อยไปอีกแบบค่ะ :D ขอจบ blog นี้เท่านี้นะคะ enjoy ค่ะ...
49 บล็อก หน้าถัดไป
Subscribe RSS
















































































